นักรบแห่งชัมบาลา

เชอเกียม ตรุงปะ

คำสอน

"การตื่นรู้ก็เป็นอัตตาที่สิ้นหวังที่สุดอย่างหนึ่ง"

การเข้าไปถึงสัจธรรมของเชอเกียม ตรุงปะ คล้ายกับการเดินทางไปชัมบาลา เมืองในตำนานของชาวธิเบตที่มีเรื่องเล่าขานว่าผู้คนทั้งเมืองบรรลุธรรมกันไปหมด จนเมืองมีสภาพเป็นเมืองร้างและสาปสูญไปตามกาลเวลา แต่ชัมบาลาในคำเปรียบเปรยของเชอเกียม หมายถึง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภายในใจ ซึ่งสามารถบรรลุได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหน

หลายคนเห็นว่าแนวคิดเรื่องชัมบาลาของเชอเกียม ตรุงปะ เป็นหลักธรรมอันสากล ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใด เชอเกียม ตรุงปะได้นำเสนอ “วิถีแห่งนักรบ” ขึ้นมาเป็นตัวแทนของแนวคิดดังกล่าว คำว่านักรบในที่นี้มิได้หมายถึงการที่ต้องไปสู้รบกับใคร แต่คือผู้กล้าหาญ ผู้ที่เป็นนักรบตามนัยยะนี้จึงหมายถึงผู้ที่มีความกล้าหาญ เชื่อมั่น เคารพในตนเอง ภูมิใจ และมีศักดิ์ศรีในตนเอง  ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร เศรษฐี ยาจก คนมีชื่อเสียง คนเดินถนน ก็เป็นนักรบแห่งชัมบาลา หรือนักรบแห่งจิตใจของตนได้

เมื่ออยู่บนวิถีนักรบ คนผู้นั้นก็จะไม่วิตกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่จมปรักอยู่กับอดีตที่ผ่านมา เขาจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวตะวันตกเป็นวงกว้าง เนื่องจากวิถีแห่งชัมบาลาไม่ใช่รูปแบบขอพิธีกรรมแต่เป็นวิถีแห่งการปฏิบัติ

คำสอนของเชอเกียม ตรุงปะ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการหลุดพ้นหรือมุ่งไปนิพพานเหมือนแนวคิดของศาสนาพุทธทั่วไป ตามวิถีของตุลกู[1] เชอเกียมคือผู้ที่เชื่อว่าตนบรรลุธรรมแล้วแต่กลับลงมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ในโลกที่เวียนว่ายตายเกิดเฉกเช่นพระโพธิสัตว์ที่ไม่ยอมหลุดพ้นไปจากโลกจนกว่าจะช่วยผู้อื่นได้หมดสิ้น ดังนั้นคำสอนของเขาจึงมุ่งไปที่การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร หรือใช้ชีวิตในแต่ละวันบนโลกได้อย่างไร

เชอเกียม ตรุงปะ ได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมภายใต้ชื่อว่าชัมบาลา ขึ้นกว่า 100 แห่งทั่วทวีปอเมริกา ได้รับเชิญให้ไปบรรยายยังสถานที่ต่างๆ มากมาย และมีผลงานเขียนหนังสือออกมาหลายเล่มซึ่งแพร่หลายและได้รับการตอบรับทั่วโลก มีลูกศิษย์หลายคนที่กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลทการใช้ชีวิตในโลกตะวันตก อาทิเช่น นักจิตวิทยา เคน วิลเบอร์ (Ken Wilber) หรือ เพม่า โชดรัน (Pema Chödrön) ชีผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างทิเบตขาวอเมริกัน และแม้แต่ในประเทศไทยหนังสือของเขาก็ถูกแปลและตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก

ชีวประวัติ

เชอเกียม ตรุงปะ เกิดเมือปี ค.ศ. 1940 ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกของธิเบต หมู่บ้านของเขาเป็นพวกเลี้ยงสัตว์ ทำมาหากินกับทุ่งหญ้า เมื่อเชอเกียมอายุได้ขวบเศษๆ มีคณะสงฆ์เดินทางมาเยือนที่บ้านและแจ้งให้มารดาทราบว่าเชอเกียมคือผู้ที่ถูกระบุตัวว่าเป็น “ตุลกู”

การที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นตุลกู ผู้กลับมาเกิดใหม่ได้นั้นจะต้องผ่านการทดสอบมากมาย เช่น ให้เลือกสิ่งของเครื่องใช้ของตนเองในอดีตชาติ เชอเกียม ก็สามารถเลือกได้ถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถจดจำเหตุการณ์ในอดีตชาติได้อย่างชัดเจน (จนอายุถึง 13 ปี ความจำก็เริ่มเลือนลางไป) เมื่อถูกระบุว่าเป็นตุลกูในสกุลตรุงปะ องค์ที่ 10 กลับชาติมาเกิด เชอเกียม จึงกลายเป็นตุลกูสกุลตรุงปะองค์ที่ 11 ตั้งแต่ยังแบเบาะ เชอเกียม ต้องถูกฝึกอย่างหนักโดยเหล่าลูกศิษย์ของเขาเองเมื่อชาติที่แล้ว เพื่อให้กลับไปสู่สภาวะจิตดังที่เขาเคยเป็น

ปี ค.ศ.1960 เชอเกียม ตรุงปะ อายุ 20 ปี (ในเวลานั้นเป็นอาจารย์สอนธรรม หรือคุรุธรรมาจารย์ใหญ่ในสองสายใหญ่ของพุทธทิเบต) และผู้ติดตามตัดสินใจอพยพลี้ภัยจากทิเบต เพราะอิทธิพลของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนที่เข้ารุกราน เส้นทางหลบหนีตัดผ่านเทือกเขาหิมาลัย ทะลุผ่านไปยังชายแดนประเทศอินเดีย

เมื่อลี้ภัยอยู่ที่อินเดีย เชอเกียม ตรุงปะ จึงได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษในปี 1963 ด้วยความช่วยเหลือของชาวตะวันตกผู้ศรัทธาและเชื่อถือในสิ่งเดียวกัน จากนั้นก็ได้รับทุนการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบ (Comparative Religion) ที่วิทยาลัยเซนต์แอนโทนี (St. Antony's College) มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดประเทศอังกฤษ

ในปี 1967 เขาได้รับคำเชิญให้มาเป็นผู้สอนพุทธศาสนาและการทำสมาธิที่สก๊อตแลนด์ (เดวิด โบวี่ ได้ฝึกสมาธิกับเขาที่นั่น) ได้มาฝึกสมาธิกับเขา ก่อนที่จะย้ายไปพำนักและสอนพุทธศาสนาในอเมริกาเมื่อปี 1970 และเวลานี้เองที่จุดเปลี่ยนสำคัญได้เริ่มขึ้น

เชอเกียม ตรุงปะ ทำในสิ่งที่ดูจะห่างไกลจากจินตนาการของความเป็นผู้บรรลุธรรมมากที่สุด นั่นก็คือเลิกเป็นพระ หันมาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ กินนอนเที่ยวเล่นกลับกลุ่มลูกศิษย์ลูกหา และยังแต่งงาน มีภรรยาเป็นชาวตะวันตก เชื่อกันว่าเชอเกียมทำเช่นนี้เพื่อแสดงให้ชาวตะวันตกเห็นว่าหลักธรรมทางพุทธศาสนาก็สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้เขาจึงถูกมองว่าเป็นบ้าหรือขบถในสายตาของผู้ที่เคร่งในศาสนา

ในฐานะคนธรรมดา เขาก็ยังคงยึดอาชีพอาจารย์สอนธรรม เป็นบุคคลรุ่นแรกๆ ที่เผยแผ่พุทธศาสนานิกายวัชรยาน ไปสู่โลกตะวันตกและยังได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ (Naropa University) ขึ้นที่เมืองโบลเดอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ในปี 1974 เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกที่มุ่งเน้นไปทางจิตวิญญาณ ผนวกไปกับศิลปะแขนงต่างๆ และองค์ความรู้ทางตะวันตก

เชอเกียม ตรุงปะ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 1987 ด้วยอาการป่วยหลายชนิดรวมทั้งมีอาการของโรคตับจากการดื่มสุราตลอดชีวิตครึ่งหลังที่ผ่านมา และหากว่ากันตามคติของนิกายวัชรยานแล้ว เชอเกียม ตรุงปะ ก็ไม่ได้จากไปไหน ในปี ค.ศ. 1989 หลังจากที่เชอเกียมเสียชีวิตไปแล้ว 2 ปี ธรรมาจารย์แห่งธิเบตได้ให้คำยืนยันว่าบัดนี้ เชอเกียม ตรุงปะ องค์ที่ 11 ได้กลับมาเกิดใหม่เป็น ตรุงปะ องค์ที่ 12 แล้ว มีนามว่า โชเซ็ง ตรุงปะ  

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1940
เกิดที่เมืองคัม ทางที่ราบตะวันออกของธิเบต เมื่ออายุได้ 11 เดือน ได้รับการยืนยันว่าเป็น ตุลกู สกุลตรุงปะ องค์ที่ 10 กลับชาติมาเกิด

ค.ศ. 1944-1959
ถูกอบรมโดยเหล่าพระธรรมาจารย์ธิเบตเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นตุลกู สกุลตรุงปะองค์ที่ 11

ค.ศ. 1958
ได้รับการอภิเษกให้เป็นพระภิกษุ

ค.ศ. 1960
ลี้ภัยไปไปสมทบกับทะไลลามะที่ประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1960 - 1963
ทะไลลามะแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลและให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ ณ ดัลเฮาซี (Dalhousie) ประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1963-1967
ได้รับทุนการศึกษาให้เรียนทางด้านศาสนาเปรียบเทียบที่วิทยาลัยเซนต์แอนโทนี (St. Antony’s College) มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

ค.ศ. 1967
เดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่สก๊อตแลนด์

ค.ศ. 1970
ย้ายไปพำนักในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา แต่งงานกับหญิงสาวชาวอังกฤษซึ่งเป็นนักเรียนของเขาที่มีอายุ16 ปี

ค.ศ. 1971
เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยโคโรราโด

ค.ศ. 1974
ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาโรปะ (Naropa University) ที่รัฐโคโรราโด อันเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นไปทางศิลปะ ปรัชญา ควบคู่ไปกับความรู้สมัยใหม่ นอกจากนี้ยังก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมชัมบาลาอีกกว่าร้อยแห่ง

ค.ศ. 1984
เขียนหนังสือ Shambhala: The Sacred Path of the Warrior  เผยแพร่แนวคิดเรื่องนักรบแห่งชัมบาลา อันเป็นแนวคิดรวบยอดจากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาของเขา และได้รับการตอบรับเป็นวงกว้างทำให้ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ค.ศ. 1987
เสียชีวิตด้วยโรคตับที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา
 

วาทะ

ความหวังและความกลัวนั้นไม่เลือกฤดูกาล

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ธรรมะ
ทุกอย่างอยู่บนทางของมันแล้ว ทุกอย่างคือธรรมะ

เมื่อชีวิตคุณกลับสู่ความธรรมดาอย่างแท้จริง นั่นคือความวิเศษ

อ่านเพิ่มเติม

ชัมบาลา หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ

พจนา จันทรสันติ แปล

มหาบูรพสูรย์ ปรีชาญาณแห่งชัมบาลา

พจนา จันทรสันติ แปล

การเดินทางอย่างปราศจากจุดหมาย : มหาปรีชาญาณแห่งพุทธตันตระ

พจนา จันทรสันติ แปล

ความปั่นป่วนสับสนอันมีแบบแผน : หลักการแห่งมณฑล

พจนา จันทรสันติ แปล

คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต

อนุสรณ์ ติปยานนท์ แปล

เลือดธิเบต

บุลยา แปล (อัตชีวประวัติ เชอเกียม ตรุงปะ)

ปรีชาญาณบ้า

พจนา จันทรสันติ แปล

เครือข่ายหนังสือของกลุ่มชัมบาลาในโลกตะวันตก http://www.shambhala.com

 

ดูเพิ่มเติม

แหล่งอ้างอิง

หมายเหตุ

[1] ตุลกู: ตามคติของพุทธศาสนานิกายวัชรยานของธิเบตมีความเชื่อกันว่าพระลามะในระดับสูงถึงแม้จะบรรลุธรรมแล้วแต่ก็ยังถือแนวปฏิบัติตามอย่างพระโพธิสัตว์

นั่นคือจะไม่ยอมหลุดพ้นไปเพียงผู้เดียวแต่จะกลับมาช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นไปด้วยกัน ดังนั้น

เมื่อพระลามะชั้นสูงที่บรรลุธรรมรูปใดมรณภาพก็หมายความความว่าท่านไม่ได้ไปสู่ภพภูมิอื่นใดนอกจากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก และก็จะมีการให้นิมิตก่อนมรณภาพหรือมีธรรมาจารย์รูปหนึ่งรูปใดเป็นผู้ให้นิมิตว่าพระลามะที่มรณภาพไปแล้วบัดนี้ท่านได้ไปเกิดใหม่ยังสถานที่ใด ก็จะมีคณะบุคคลเดินทางไปยังสถานที่นั้นและนำผู้ที่เกิดใหม่นั้นมาอบรมสั่งสอนเพื่อให้เป็นคุรุธรรมาจารย์ในตำแหน่งเดิมต่อไป

ทั้งนี้ตุลกูมีหลายสกุล นอกจากตรุงปะ

เรียบเรียงโดย

จุมพล วรรณโชติ

แบ่งปัน