ผู้เชื่อว่าโลกมีชีวิต

เจมส์ เลิฟล็อค

ชีวประวัติ

"การทำให้เมืองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น ต้องเริ่มจากทัศนคติใหม่ของมนุษย์ ว่าพวกเขาคือ ผู้สร้างสรรค์เมืองอย่างแท้จริง มีจิตสำนึกแห่งความเคารพต่อสิ่งแวดล้อม มีความจริงใจที่จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ระบบนิเวศวิทยาอย่างยั่งยืนเพื่อคนรุ่นหลัง"

ปี 1960 เจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock) ในขณะที่กำลังเป็นดาวรุ่งในวงการวิทยาศาสตร์ได้เสนอทฤษฎี "กายของโลก" (Gaia) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดแนวทางนิเวศวิทยาในรูปแบบใหม่ที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนเห็นพ้องต้องกัน

เขาเห็นว่า "โลก" ก็คือชีวมวล (biomass) อันประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น  ดิน ต้นไม้ น้ำทะเลในมหาสมุทร และสารเคมีรวมถึงก๊าซในบรรยากาศที่มีกลไกที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อ รักษาสมดุลของโลกไว้ ซึ่งเทียบได้กับร่างกายมนุษย์ที่หากมีอวัยวะ ส่วนใดสึกหรอ ระบบภายในก็จะจัดการซ่อมแซมส่วนนั้นด้วยตัวของมันเอง 

ส่วนกระบวนการกลายเป็นเมืองนั้น เกิดจากการแทรกแซงระบบนิเวศน์ของมนุษย์ด้วย อัตราเร่งสูงเกินค่าธรรมชาติ 

การทำให้เมืองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น ต้องเริ่มจากทัศนคติใหม่ของมนุษย์ ว่าพวกเขาคือ ผู้สร้างสรรค์เมืองอย่างแท้จริง มีจิตสำนึกแห่งความเคารพต่อสิ่งแวดล้อม มีความจริงใจที่จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ระบบนิเวศวิทยาอย่างยั่งยืนเพื่อคนรุ่นหลัง

ก่อนหน้านั้นเจมส์ เลิฟล็อค นักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การนาซ่า ผู้คำนวณจนมั่นใจว่า บนดาวอังคารนั้นปราศจากสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน โดยพิจารณาว่าบรรยากาศบนดาวอังคารที่มีเพียงน้อยนิด ประกอบกับกับการไม่มีของเสียจากสารเคมีซึ่งมักถ่ายเทออกมาจากสิ่งมีชีวิต 

(แต่อาจเพราะ เจมส์ เลิฟล็อคไม่มีข้อมูลที่ได้จากชั้นใต้ดินของดาวอังคารจึงขัดแย้งกับข้อมูลล่าสุดขององค์การนาซ่า จากการสำรวจดาวอังคารโดยตรง ที่ชี้บ่งความเป็นไปได้ว่า มีน้ำและมีสิ่งมีชีวิตและน้ำอยู่ภายไต้พื้นผิวของดาวอังคาร)

เจมส์ เลิฟล็อค มองโลกในอนาคตอย่างค่อนข้างน่าสยดสยอง  "โลกกำลังเดินทางมาถึงความหายนะ !" เพราะความร้อนของโลกจะสูงขึ้นทุกขณะ กระทั่งเมื่อถีงวันที่ความร้อนสูงกว่าอุณหภูมิในปี 1800 เกิน 5 องศาเซลเซียส โลกก็จะร้อนอยู่ในระดับนั้นนับเป็นแสน ๆ ปี

จากการติดตามสภาพดินน้ำป่าอากาศของโลกตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ประจักษ์ถึงความแปรปรวนของดินน้ำป่าอากาศและอุณหภูมิโลกอย่างน่าตกใจ และต้องทำใจว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น

"โลกจะกลายเป็นขุมนรกใหญ่ ที่ทุกหนแห่งมีแต่ความตาย ประชากรโลกที่เคยมีหลาย พันล้านคน จะมีเหลืออยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้น" ... 

"นี่คือความไร้ระเบียบ และเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่นำความหายนะมาสู่โลกใบนี้"

เมื่อจวนจะ สิ้นศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิโลกจะอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น แทบจะทุกทวีป และแทบทุกมหาสมุทรจะแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทรายหรือ กลายเป็นแหล่งน้ำที่ร้อนจัดจนสัตว์น้ำตายกันหมด  โลกก็จะเหลือเพียงพื้นที่แถบ ใกล้ขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้เท่านั้น ที่ยังมีความเย็นที่พอได้เห็นน้ำแข็งเหลืออยู่บ้าง และเป็นพื้นที่มนุษย์ยังพออาศัยได้ ซึ่งพวกเขากระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ (James Lovelock: The Revenge of Gaia, 2006) 

แม้นอนาคตทำนายของเจมส์ เลิฟล็อคจะฟังดูน่ากลัว แต่ปรากฏว่ามีนักวิทยาศาสตร์มากมายที่เห็นพ้องด้วย และเชื่อว่ามีความเป็นไปได้อย่างมาก (high probabilities)

รวมทั้งปราชญ์เมธีทางสายตะวันออกผู้คร่ำเคร่งกับการปฏิบัติธรรมและฝึกฝนทางจิตมาอย่างยาวนาน อย่างศรีอรพินโทและสัตเปรม ซึ่งนอกจากเห็นด้วย ก็ยังมีเสริมอีกว่า อารยธรรมสมัยใหม่ พร้อมมนุษยชาติจะสูญสลายไปสิ้น หรืออย่างเลวร้ายน้อยที่สุดก็จะเป็นเช่นที่เจมส์ เลิฟล็อค ทำนาย คือ จะเหลือเพียง "หยิบมือเดียว"

หนำซ้ำด้วยสิ่งแวดล้อมใหม่มนุษย์ก็จะ "กลายพันธุ์" เช่นที่ มาร์ติน รีส และ เจมส์ เลิฟล็อค กล่าวถึงการวิวัฒนาการใหม่เช่นกัน 

ว่าแม้นักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การนาซานามว่า เจมส์ เลิฟล็อค จะทำงานอย่างโดดเดี่ยว  แต่ต่อมาเขาก็ได้พบกับ "เพื่อนคู่ใจ" อันเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงที่เก่งฉกาจไม่แพ้กัน เธอคือ ลินน์ มาร์กูลิส นักจุลชีววิทยา และผู้ชำนาญการด้านเคมี ผู้ต่อยอดขยายความรู้ของชาร์ลส์ ดาร์วิน โดยระบุลงไปในรายละเอียด ถึงที่มาของกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (นักวิทยาศาสตร์หญิงแกร่งกล้าผู้นี้ แต่งงานตั้งแต่อายุ 19 กับเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นนักฟิสิกส์ มีลูกคนแรกเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอทำหน้าที่เลี้ยงลูกทั้ง 3 คนและทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน)

เธอยังเป็นผู้นำเสนอทฤษฎี Endo-symbiotic (การพึ่งพาภายใน)  แนวคิดคือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนมีก่อเกิดมาจากแบคทีเรีย "ปฏิกิริยาเคมีภายในแบคทีเรียก่อเกิด สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กสุดที่ปราศจากนิวเคลียส ปฏิกิริยาเคมีระดับเซลล์เหล่านี้คือการแลกเปลี่ยนสารเคมี และเป็นเหตุให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย" (ทฤษฎีนี้ได้ถูกนักชีววิทยามากมายเยาะหยันทันทีที่ได้นำเสนอ แต่แล้วกลับค่อยๆได้รับการยอมรับยิ่งขึ้นเรื่อยๆกระทั่งในปัจจุบัน)

เลิฟล็อค และมาร์กูลิส ร่วมกันนำเสนอทฤษฎีโลกมีชีวิต Gaia Theory หรือทฤษฎีกายา (Gaia เป็นชื่อของพระแม่ธรณีของทางตะวันตก) ซึ่งมีทัศนะว่าเรื่องโลกเป็นระบบนิเวศน์อันยิ่งใหญ่ การหมุนเวียนของสารในระบบนิเวศน์ของโลกนั้น ยืนยัน ถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองของโลก หลังจากที่มีสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นในโลก อุณหภูมิของโลกก็สูงขึ้น 75 องศาเซลเซียส  

ไม่มีสิ่งใดในโลกเป็นของเสีย แต่เปลี่ยนรูปหมุนเวียนอยู่ในระบบอันซับซ้อน แม้แต่แบคทีเรีย ก็เป็นผลผลิตของโลก อันเป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต แม้สารขับถ่ายของสิ่งมีชีวิตก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ ผลจากการหายใจและย่อยสลายของสิ่งมีชีวิตก็จะกลายเป็นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก

ทั้งหมดนี้คือ กระบวนการปรับตัว กระบวนการคัดเลือก กระบวนการเกื้อกูลซึ่งกันและกันที่บ่งชี้ชัดเจนถึงความสามารถในการวิวัฒน์ตัวเองอย่างผสานสอดคล้องกันของโลก

ฉะนั้น ต่อให้โลกนี้ไม่มีมนุษย์หลงเหลือแม้แต่คนเดียว โลกก็จะดำรงอยู่ต่อไป มาร์กูลิส กล่าวว่า ตราบที่มนุษย์ยังเบียดเบียนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ก็เท่ากับมนุษย์เองนั่นแหละที่จะต้องพบจุดจบ

เมื่อ Gaia Theory นำเผยแพร่สู่สาธารณะ เลิฟล็อค และมาร์กูลิส ก็ต้องเผชิญกับแรงเสียดสีจากนักชีววิทยาด้วยกันเองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักชีววิทยาชื่อเสียงโด่งดังอย่าง ริชาร์ด ดอว์กินส์ (เจ้าของงานเขียนระดับเบสเซลเลอร์– The selfish gene) ซึ่งวิจารณ์ว่า ทัศนะการมองโลกมีชีวิต ของ Gaia Theory นั้นเป็นเรื่องน่าสนับสนุน เพราะทำให้มนุษย์รักธรรมชาติ แต่ไม่อาจจะยอมรับทฤษฎีดังกล่าวได้ว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์

แต่นั่นหาใช่อุปสรรคที่ทำให้ผู้คนพบทฤษฎีใหม่ทั้งสองใหม่ จะว่าไปมาร์กูลิสก็คือนักสู้เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นครูอย่าง ไอน์สไตน์ และแวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก ซึ่งล้วนต้องก้าวข้ามแรงต้านจากผู้ยึดมั่นถือมั่นตามทฤษฎีเก่าทั้งหลาย 

กระทั่งในที่สุด เจมส์ เลิฟล็อค ก็ได้การยอมรับเป็นบิดาแห่งทฤษฎีกายา ในขณะที่มาร์กูลิสก็เปรียบดังแม่ทัพที่ฝ่าฟันนำทางให้อย่างทรหดอดทน

 

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1919
เกิดใน Letchworth การ์เด้นซิตี้ใน Hertfordshire, อังกฤษ

ค.ศ. 1948
ได้รับปริญญาเอกด้านสุขอนามัยและเวชศาสต​​ร์เขตร้อน

ค.ศ. 1960
เสนอทฤษฎี “กายของโลก” (Gaia) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดแนวทางนิเวศวิทยาในรูปแบบใหม่

ค.ศ. 1972
เสนอทฤษฎี “สมมติฐานไกอา” (Gaia hypothesis)

ค.ศ. 1974
เป็นประธานสมาคมชีวภาพทางทะเล 

ค.ศ. 2006
ได้รับรางวัล Wollaston อันเป็นรางวัลสูงสุดของสมาคมธรณีวิทยา

วาทะ

"โลกจะร้อนดังนรก มีแต่ความตายในทุกที่ ผู้คนบนโลกหลายพันล้านคน จะมีเหลืออยู่เพียงหยิบมือเดียว "

"ความหายนะของดาวเคราะห์ดวงนี้  เป็นฝีมือของพวกเราเอง มันมาจากความมักง่าย ไร้ระเบียบของมนุษย์ที่คิดเอาเองว่ามันคือเสรีภาพ”

“วันนี้เราก็ยังพร่ำพูดกันถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน  การแสวงหาพลังงานทดแทน ราวกับว่าโลกกำลังกลับมาดีดังเดิม ทั้งๆ ที่เสียงระฆังบ่งบอกถึงความตายใกล้เข้ามาทุกทีทุกที “

พวกเราเหมือนกับเด็กไม่เอาถ่าน ที่โตมาจากครอบครัวที่ไม่เอาไหน นอกจากจะไร้ความรับผิดชอบใดๆ ยังจ้อง แต่จะทำลายและทำร้ายผู้อื่น แล้วคิดว่าเพียงพ่นคำว่า “ขอโทษ”เท่านั้นเรื่องก็จบ

ดูเพิ่มเติม

Gaia Hypothesis - James Lovelock

 

Beautiful Minds - James Lovelock - The Gaia Hypothesis / Gaia Theory

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ 

แบ่งปัน