นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกตะวันออก

เดวิด โบห์ม

ชีวประวัติ

นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ชั้นนำของโลกที่นำปรัชญาทางตะวันออก และศิลปะ มาผนวกกับวิทยาศาสตร์มาให้คำตอบกับโลกอย่างกระจ่างชัด

 "เหตุที่ทำให้ศาสตร์สาขาต่าง ๆ กลายเป็นคนละเรื่องที่แยกขาดออกจากกัน ก็เพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นั่นเอง"

เดวิด โบห์ม (David Joseph Bohm) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1917 และเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้นี้ มี บิดาเป็นเจ้าของร้านขายเฟอร์นิเจอร์ที่ประสบความสำเร็จพอสมควร โบห์มเรียนฟิสิกส์จนจบปริญญาเอกในปี 1943 ที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

จากนั้นได้เป็นผู้ช่วยศาตราจารย์ทำงานร่วมกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (1879-1955) ที่มหาวิทยาลัยปรินส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี โบห์มเป็นผู้อธิบายทฤษฎีควอนตัม (Quantum Theory) ให้แก่ไอน์สไตน์ และเป็นคนแรกที่แต่งตำราทฤษฎีควอนตัม อันเป็นที่มาของ Bohm Diffusion ซึ่งเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์อิเล็กตรอนของโบห์ม และต่อมาได้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน

ตลอดชีวิตของการเป็นนักฟิสิกส์ โบห์มทุ่มเทให้กับทฤษฎีควอนตัมเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงคลุกคลีตีโมงอยู่ในแวดวงนักฟิสิกส์ควอนตัมกระเดื่องโลกระดับรางวัลโนเบล ไม่ว่าจะเป็น นีลส์ บอห์ร, เวอร์เนอร์ ไฮเซ็นเบิร์ก, วูลฟ์กัง พอลี รวมทั้ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ทฤษฎีควอนตัม (quantum theory) ออกสู่สายตาชาวโลกในปี 1951 ซึ่งในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ยกย่องว่าเป็นตำราควอนตัมฟิสิกส์ที่ดีเยี่ยมซึ่งปัจจุบันยังใช้กันอ้างอิงถึงอยู่เสมอ

ปี ค.ศ. 1951 ยุครัฐบาลขวาจัดของอเมริกาในขณะนั้น โบห์มเคยเกือบถูกเสนอให้เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมโครงการแมนฮัตตัน ซึ่งมีแผนสร้างระเบิดปรมาณูเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แล้วเอฟบีไอพบว่าเขาเคยเป็นแนวร่วมยุวชนคอมมิวนิสต์ (Young Communist League) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง  โบห์มถูกเอฟบีไอจับกุม คณะกรรมการตรวจสอบกิจการที่ไม่เป็นอเมริกัน (Un-American Activities Committee) เรียกตัวเขาไปสอบสวน ด้วยข้อหา เป็นคอมมิวนิสต์

ไอน์สไตน์รวมทั้งเพื่อนที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันพยายามช่วยเหลือแต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดโบห์มต้องอพยพไปอยู่ที่บราซิล จากนั้นจึงไปต่อที่อิสราเอล และสุดท้ายก็มาลงหลักปักฐานมาทำงานสอนหนังสืออยู่ในอังกฤษจนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1992

เดวิด โบห์ม เป็นนักวิทยาศาสตร์ควอนตัมฟิสิกส์ ที่มีแนวคิดโดดเด่นและลึกซึ้ง โดยนำแนวคิดด้านศาสนาและปรัชญาตะวันออกมาประยุกต์ใช้ เขาเห็นว่าวิทยาศาสตร์และศาสตร์ ทางศิลปะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ควรแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด นอกนั้นโบห์มยังให้ความสำคัญและศึกษาเรื่องสมาธิภาวนาตามแนวทางของกฤษณมูรติ ปราชญ์โลกชาวอินเดีย ทั้ง โบห์มและกฤษณมูรติได้เสวนาด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาโดยสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ได้ความกระจ่างในเรื่องธรรมชาติของความคิด และการดำรงอยู่อย่างมีความความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ซึ่งนั่นทำให้ในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ ควอนตัมฟิสิกส์อีกหลายคนหันมาสนใจศาสนาและปรัชญาแนวตะวันออกมากยิ่งขึ้น

เบื้องหลังแห่งปรากฏการณ์ล้ำค่านี้ เกิดจากในปี 1959 Saral Bohm (ภรรยาของโบห์ม) เกิดประทับใจในงานเขียนของ กฤษณมูรติ (Jiddu Krishanamurati) นักปรัชญาและศาสนาชาวอินเดีย จากนั้นได้แนะนำให้โบห์มอ่านบ้าง  ซึ่งทำให้เขาพบว่าปรัชญาของกฤษณมูรติช่างไปด้วยกันได้ดียิ่งกับทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ของเขา ซึ่งต่อมาโบห์มกับกฤษณมูรติได้พบ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้ง ร่วมเขียนหนังสือ The Ending of Time ในปี ค.ศ.1985 และเป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดมา

ในแวดวงของวิชาการด้านจิตวิทยานั้น เดวิท โบห์มก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย ที่นับว่าโดดเด่นยิ่งก็คือ ร่วมกับ Karl Pribram นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำหลักการคณิตศาสตร์ควอนตัม อธิบายการทำงานของสมอง (Neuropsychology) ว่าคล้ายกับโฮโลแกรม (Holonomic Model) ในรูปแบบของคลื่นสมองมนุษย์ที่สามารถรวมตัวกันคล้ายเลนส์รวมแสง  

ในแวดวงสื่อสารมวลชนเดวิด โบห์มก็มีแนวคิดท้าทายทฤษฎีเดิม ๆ มิใช่น้อย    แนวคิดที่แตกต่างของเขา ถ่ายทอดในหนังสือ On Dialogue ซึ่งกระทั่งบัดนี้ มีหลายองค์กรนำไปประยุกต์ใช้ เป็นที่แพร่หลาย เช่น วิธีการ "Check-ins" และ "Check-outs" เพื่อสอบถามความรู้สึกนึกคิดของกันและกันก่อนและหลังการประชุม หรือ สร้างภาวะผู้นำร่วม (collective leadership) ให้เกิดขึ้นในองค์กร

สิ่งที่น่าคิดก็คือ คำกล่าวของโบห์มที่ว่า โลกนั้นนับวันจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ยาก ทั้งที่ความสัมพันธ์อันดีของมนุษย์เป็นสิ่งนำมาซึ่งความจำเริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นทุกขณะ (a world of growing interdependence) การสื่อสารแบบ Dialogue จึงจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งและเพิ่มพูนความรักความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น (an extreme realist) ซึ่งเท่ากับว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา รวมทั้งในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1917
เกิดและเติบโตในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

ค.ศ. 1943
จบปริญญาเอก ด้านฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย

ค.ศ. 1951
เสนอทฤษฎีควอนตัม (quantum theory) ออกสู่สายตาชาวโลก

ค.ศ. 1951
ถูกเอฟบีไอจับกุม คณะกรรมการตรวจสอบกิจการที่ไม่เป็นอเมริกัน (Un-American Activities Committee) เรียกตัวเขาไปสอบสวน ด้วยข้อหา เป็นคอมมิวนิสต์

ค.ศ. 1985
ร่วมเขียนหนังสือกับ กฤษณมูรติ (The Ending of Time)

ค.ศ. 1992
เสียชีวิตในอังกฤษ หลังจากอพยพไปอยู่ที่บราซิล อิสราเอล และสุดท้ายก็มาสอนหนังสืออยู่ในอังกฤษ

วาทะ

"ไม่มีอะไรที่อยู่นิ่งๆ ทั้งหมดล้วนไหลไป…(it  is flux)"

"คำถามทุกคำถามนั้น - หากเป็นคำถามที่ถูกต้องจริงๆ - มันจะต้องมีข้อสันนิษฐานของคำตอบ (per-supposition)ซ่อนหรือแฝงอยู่ในคำถามนั้น"

การฟังอย่างลึกซึ้งก็อาจ ถึงอุเบกขาเอกัคคตาได้ ซึ่งเป็นคลื่นสากลจากนอกสมอง

"คลื่นนำร่อง"  (pilot  wave) นั่นคือ คลื่นที่เคลื่อนที่ด้วยกฎเฉพาะตัวของมัน - เคลื่อนที่มองไม่เห็น  - แต่รับรู้ได้จากสภาพที่เปลี่ยนไปของอิเล็กตรอน  อิเล็กตรอนหรืออนุภาคใดก็ตาม

"การคิด เป็นเพียงการจัดเรียงอคติใหม่"

"คำถามสำคัญคือ เหตุใดนิยามของเราจึงเชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาล
เราพูดได้ไหมว่า การกระทำของเราล้วนส่งผลต่อจักรวาลและสร้างนิยามนั้นแก่เราอีกที"

"ทุกขณะคือหนึ่งเดียว เช่นนั้นแล้วปัจจุบันคือนิรันดร"

อ่านเพิ่มเติม

The Ending of Time (1985 แต่งร่วมกับกฤษณมูรติ)

ว่าด้วยความสร้างสรรค์ (On Creativity) เขียนโดย เดวิด โบห์ม

โตมร ศุขปรีชา แปล
 


ผลงานเขียนอื่นๆ ของ เดวิด โบห์ม  เช่น

  • Wholeness and the Implicate Order (1980)
  • Science Order and Creativity (1987)
  • Unfolding Meaning (1987)
  • Dialogue – A Proposal (1991 เขียนร่วมกับ Donald Factor และ Peter Garret)
  • Thought as a System On Dialogue (1996)

ดูเพิ่มเติม

David Bohm on Sensory Reality

 

J. Krishnamurti & D. Bohm - The Ending of Time (Dialogue Seven)

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน