มนุษย์นั้นสัมพันธ์กัน

ไต้ซืออิ้นกวง

คำสอน

"เพราะจิตใจแห่งปุถุชนยังคับแคบนัก จึงเข้าไม่ถึงพระสูตรมหากรรณ จึงควรเริ่มต้นสอนด้วยหลักธรรมที่ง่าย ๆ เพื่อเอาชนะใจได้โดยง่ายก่อน"

คำสอนของ ท่านอิ้นกวง หรือ ไต้ซืออิ้นกวง มักเน้นการถ่ายทอดผ่านวิถีแห่งภูมิปัญญา คุณธรรม และความจริงอันประจักษ์ โดยมุ่งสู่การประสานความสัมพันธ์ฉันท์กัลยาณมิตรระหว่างเพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งปวง ท่านอิ้นกวงชื่นชมและนับถือในความรับผิดชอบของแต่ละคน การปฏิบัติตนในมรรคแห่งธรรมอย่างมีวินัย ไม่โลเลไปกับกิเลสตัณหา การมีความซื่อสัตย์กับอารมณ์ความรู้สึก และมีความจริงจัง มุ่งมั่น แน่วแน่ ตั้งใจที่จะไปให้ถึงสภาวะแห่งธรรม หรือเข้าถึงอมิตตาพุทธ อันเป็นนามของพระอมิตาภะพุทธเจ้าในทางมหายาน ที่เผยแพร่อยู่ทางแถบเอเชียตะวันออก เอเชียเหนือ หรือทางแถบชนบทของจีน มองโกเลีย ยูนนาน โดยเชื่อว่า การระลึกถึงพระอมิตาภะพุทธนั้น สำหรับนักบวชเป็นไปเพื่อการภาวนาถึงการโพธิสัตว์ที่ต้องอุทิศตนให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ และแสวงหาความหมายแห่งการดำรงอยู่ในดินแดนบริสุทธิ์

ท่านอิ้นกวง อรรถาธิบายถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมอย่างเคร่งครัดว่า มนุษย์โดยปกติมักต้องปฏิสัมพันธ์กับหน่วยใดหน่วยหนึ่งของสังคมเป็นอย่างน้อย เช่น ประชาชนกับผู้นำรัฐ พ่อแม่กับลูกๆ สามีกับภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย หากเราสามารถอยู่ร่วมกับหน่วยความสัมพันธ์อื่น ๆ ได้อย่างเข้าใจในความสัมพันธ์อย่างถ่องแท้แล้ว หน่วยย่อยในความสัมพันธ์ก็จะเกิดความมั่นคง เป็นภาวะแห่งธรรมะ เมื่อหน่วยย่อยเกิดความยั่งยืน ย่อมส่งผลให้หน่วยใหญ่ในระดับสังคม หรือประเทศเกิดเสถียรภาพ ยั่งยืน การเป็นไปการเมือง หรือของหน่วยใหญ่ในระดับสังคม จึงหนีไม่พ้นการประพฤติปฏิบัติของคนตัวเล็กๆ ในสังคมนั้นๆ นั่นเอง

คำสอนของไต้ซืออิ้นกวงมักเน้นไปที่คนทุกระดับ หรือทุกสถานะของสังคม ไม่เพียงแต่นักบวชหรือในหมู่ปัญญาชนเท่านั้น แต่ยังเน้นไปที่พ่อแม่และเด็ก สามีภรรยา ครูลูกศิษย์ ผู้มีอำนาจกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จึงมีหลายส่วนคล้ายคลึงกับหลักพรหมวิหาร 4 ที่ใช้สำหรับครัวเรือน และคล้ายกับทศพิศราชธรรมที่ใช้สำหรับกษัตริย์ผู้ครองนคร

โดยอิ้นกวงจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของคน 5 กลุ่มได้แก่

  1. ผู้นำทางการเมือง กับ สังคม
  2. นายจ้าง กับ ลูกจ้าง
  3. พ่อแม่ กับ ลูก
  4. สามี กับ ภรรยา
  5. เพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง

โดยท่านไต้ซือเชื่อว่า ความสัมพันธ์ทั้ง 5 รูปแบบนี้ เป็นความสัมพันธ์อันเป็นสากลที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีโอกาสได้เจออย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และหากแต่ละคนสามารถดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้ให้อยู่ในสภาวะที่มั่นคงได้แล้ว ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญให้เมือง นคร ชาติ หรืออารยธรรมสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ เพราะรากฐานของความเป็นมนุษย์คือการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

เมื่อเรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาอันแข็งแกร่งต่อพระอมิตาภะพุทธ จิตวิญญาณภายในเราจะพบกับการเกิดใหม่ (reborn) ในดินแดนแห่งสวรรค์ เป็นการเกิดโดยไม่ต้องอาศัยการเกิดในทางกายภาพ หากแต่เป็นการเกิดใหม่อีกครั้งด้วยการตื่นรู้ เราผู้หลับใหลจะตื่นในความหลับ และตื่นมาเป็นตัวเราที่เปี่ยมด้วยคุณงามความดี และส่องสว่างให้สรรพสัตว์ทั้งปวงในโลก

ชีวประวัติ

ท่านอิ้นกวง หรือ Yinguang เป็นชาวส่านซี เกิดสมัยเสียนเฟิงแห่งราชวงศ์ชิง เมื่อครั้งนั้นท่านเป็นเด็กขี้โรค แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้ท่านสนใจและค้นคว้าความรู้ด้านพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย

กระทั่งปี ค.ศ. 1881 อิ้นกวง ได้ตัดสินใจปลงผมและเข้าปฏิบัติธรรมที่ถ้ำดอกบัว ซึ่งอยู่ทางใต้ของมณฑลหูเป่ยจากนั้นไม่อีก 5 ปีต่อมา ท่านก็เดินทางไปบำเพ็ญเพียรที่เทือกเขาฮุนหลุน ใกล้กรุงปักกิ่ง โดยเน้นความสันโดษ และการฝึกจิตให้บริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้น

ในปี 1893 ชื่อเสียงท่านอิ้นกวงเลื่องลือไปไกล กระทั่ง พระผู้ใหญ่จากเมืองหลวง-กรุงปักกิ่ง ได้เดินทางมานิมนต์ท่านให้ไปช่วยเทศนาธรรมแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ทั้งที่จริงๆแล้วโดยพื้นฐานท่านอิ้นกวงมิใช่ผู้ที่ถนัดในการออกสังคม หรืออยากเป็นที่รู้จักของใคร แต่ออกจะชี้อายและชอบเก็บตัวมากกว่า แต่เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม  ท่านก็ยินดีช่วยและได้ทำการอบรมธรรมะให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ครั้นพอครบ 3 ปี ท่านอิ้นกวงก็กลับสู่ความสันโดษอีกครั้ง โดยไปปลีกวิเวกอีกครั้ง  

ในปี 1914 หนังสือคำสอนของท่านอิ้นกวงเริ่มเผยแพร่ออกสู่ประชาชน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็มีแฟนหนังสือเขียนจดหมายมาถามปัญหาชีวิตปัญหาธรรมะเป็นประจำ เฉลี่ยเดือนละ 100 กว่าฉบับ ซึ่งต่อมาท่านได้รวบรวมคำถามคำตอบ (ปุจฉา วิสัชนา) เหล่านั้นออกเป็นหนังสือธรรมมะอีกเล่มหนึ่ง

ในครั้งที่ท่านอยู่ในวัย 30 ปี และจำวัดอยู่ที่วัดหยวนกว่าง กรุงปักกิ่ง วันหนึ่งท่านกับไต้ซือท่านหนึ่งออกไปธุระนอกวัด มีเด็กหนุ่มวัยราว16 ปีได้เดินมาหาท่านแล้วขอเงิน ท่านอิ้นกวงไม่ปฏิเสธเพียงแต่มีข้อแม้ว่า จะให้เงิน 1 อีแปะ ถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้ท่องบทสวด - นะโม อมิตาภพุทธ แต่  แม้เด็กหนุ่มจะดูตื่นเต้น แต่ก็มิได้ตอบแต่ก็มิได้สวดใดๆ  ไต้ซืออิ้นกวงจึงพูดต่อว่า "ถ้าเจ้าสวดนะโม อมิตาภพุทธ 10 ครั้ง อาตมาจะให้เงิน 10 อีแปะ" แต่เจ้าหนุ่มก็ทำหน้างุนงง ได้แต่จ้องมองท่านอิ้นกวงโดยไม่พูดใด ๆ เช่นเคย

ครั้งนี้ท่านอิ้นกวง ถึงกับควักเงินออกมา 400 อีแปะ แล้วบอกว่า "ถ้าเจ้าสวด นะโม อมิตาภพุทธ และสวดไปเรื่อยๆ ก็จะได้เงินทั้งหมดนี่" เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าหนุ่มได้ยินกลับร้องไห้ออกมาดังลั่น ท่านอิ้นกวงจึงได้แต่ส่ายหน้าและรำพันออกมาว่า แม้เจ้าหนุ่มคนนี้อยากจะได้เงินมากแค่ไหน เขาก็ไม่ยินดีที่จะสวดมนต์แม้แต่ครั้งเดียว แสดงว่าเขายังขาดกุศลมูล ว่าแล้วท่านก็ยกเงินทั้ง 400 อีแปะให้แก่เด็กหนุ่มผู้นั้น แล้วเดินจากไป

ในปี 1922 และ 1923 เป็นช่วงเวลาที่ท่านอิ้นกวงเข้าไปสอนธรรมะในเรือนจำ ตามคำเชิญของผู้พิพากษาและรัฐมนตรี

ปี ค.ศ.1935 ท่านได้รับนิมนต์เป็นที่ปรึกษาของโครงการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ซึ่งท่านได้นำหลักการทางพุทธศาสนาไปเชื่อมโยงกับการศึกษาอย่างได้ผล ทำให้เด็กและเยาวชนหันมาให้ความสำคัญและศึกษาค้นคว้าแสวงหาธรรมะ คุณธรรม และสัจธรรมแห่งชีวิต

ปี ค.ศ.1937 ซึ่งโลกเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองซูโจวตกอยู่ใต้การครอบครองของทหารญี่ปุ่น ท่านอิ้นกวงในฐานะผู้นำศาสนาและเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านกลับถูกคุกคาม ท่านจึงได้อพยพไปอยู่ที่วัดในเมือง Lingyan จากนั้นไม่นานสถานที่แห่งนั้นก็ได้กลายเป็น ศูนย์รวมใจชาวชุมชน และเป็นโรงเรียนในฝันของเด็กๆ ในประเทศจีน

ในฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นเวลาเช้าของวันที่ 4 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 1940 ท่านอิ้นกวงได้เรียกประชุมสานุศิษย์ และได้ประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ท่านจะละสังขารภายในปีหน้า จึงขอให้ทุกๆคนตั้งใจเผยแพร่พระธรรม และปฏิบัติกิจของตนให้ดีที่สุด และแล้วในปลายเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1941 ท่านอิ้นกวงเริ่มล้มป่วย และได้ละสังขารจริงตามที่ประกาศไว้ในวันที่ 4 พฤศจิกายนปี ค.ศ. 1941 เวลาราว 5 โมงเย็น

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1881
ปลงผมและเข้าปฏิบัติธรรม

ค.ศ.1893
พระผู้ใหญ่จากเมืองหลวงนิมนต์ท่านไปเทศน์ให้ชาวบ้านเป็นเวลา 3 ปี

ค.ศ.1922 และ 1923
ไปสอนธรรมะในเรือนจำ ตามคำเชิญของผู้พิพากษาและรัฐมนตรี

ค.ศ.1935
เป็นที่ปรึกษาของโครงการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ 

ค.ศ.1937
สงครามโลกครั้งที่ 2 อพยพไปจำวัดในเมือง Lingyan 

ค.ศ. 1941
ถึงแก่กรรม

วาทะ

"เธอควรตระหนักว่าศักยภาพในการสะท้อนแสงนั้นมีอยู่แล้วในกระจก 
หาใช่เป็นผลจากการขัดเช็ดถูแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้ว ก้อนอิฐก็คงสามารถส่องสว่างได้เมื่อได้รับการขัดถู
แต่กระนั้น เธอพึงตระหนักรู้ว่า แม้การสะท้อนนั้นมีอยู่ในกระจกแต่ปราศจากการเช็ดถู 
แสงสว่างย่อมไม่อาจส่องประกายออกมาได้ จิตเดิมแท้ของเราก็เป็นเช่นกัน"
"พระพุทธเจ้าทรงเทศนาธรรมเพื่อสงเคราะห์สรรพชีวิตให้หนีพ้นจากการเกิดและการตาย
และบรรลุสู่การรู้แจ้งในทันที 
อย่างไรก็ตาม เพราะสรรพชีวิตย่อมมีความแตกต่างในความสามารถและไม่อาจบรรลุที่ทรงตั้งพระทัย 
ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์จึงได้ปรับคำสอนตามลำดับขั้น
เพื่อให้เหมาะสมกับระดับของความสามารถของสรรพสัตว์"
"หากราชาเป็นผู้ทรงปัญญาในการปกครอง แม้แต่กบฏและเหล่าโจรก็จะกลายเป็นดั่งบุตรหลานได้ 
แต่หากราชาปราศจากปัญญาแล้ว แม้พระสหายที่สนิทที่สุดก็กลับกลายเป็นศัตรูได้"

ดูเพิ่มเติม

Thoughts of Patriarch Yin Guang

 

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน