ไม่มีศัตรู

ดิลโก เคียนเซ รินโปเช

คำสอน

"เมื่อใดที่เธอสามารถเอาชนะความเกลียดชังในจิตใจของตนเองได้ เมื่อนั้นเธอก็จะค้นพบว่าในโลกภายนอกนี้
ไม่มีสิ่งใดแม้เพียงสิ่งเดียวที่เป็นศัตรูอยู่เลย"

ความกรุณา

"บางคนที่เธอเสี่ยงชีวิตนี้เพื่อเขา อาจตอบแทนความเมตตาของเธอด้วยความไม่พอใจ ความเกลียดชัง หรือความมุ่งร้าย แต่เธอก็ควรรักเขาให้มากยิ่งขึ้น แม่ที่มีลูกเพียงคนเดียวนั้นเต็มไปด้วยความรักต่อลูก โดยไม่สำคัญว่าลูกจะทำอะไร ในขณะที่แม่ให้นม ลูกอาจกัดหัวนมของแม่และทำให้เจ็บยิ่งนัก แต่แม่ไม่เคยโกรธหรือรักลูกน้อยลงเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม่ยังคงดูแลลูกต่อไปอย่างดีที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้

ผู้คนมากมายไม่มีโชคดี อย่างที่เธอมีสุขเบิกบานในการได้พบกับครูทางจิตวิญญาณ และดังนี้เอง พวกเขาจึงไม่สามารถหาทางออกจากความหลงผิด พวกเขาต้องการความช่วยเหลือของเธอและความกรุณาของเธอมากยิ่งกว่าใครอื่น ไม่สำคัญว่าเขาจะประพฤติตัวชั่วร้ายเพียงใด จงระลึกถึงผู้คนเหล่านั้นที่ทำร้ายเธอไว้เสมอ ว่าพวกเขาคือเหยื่อแห่งอารมณ์ต่างๆ ของพวกเขาเอง เมื่อเด็กผู้เลินเล่อกระทำผิดต่อผู้ใหญ่ผู้มีวิจารณญาณ ผู้ใหญ่จะไม่รู้สึกขัดเคืองใจ แต่จะพยายามด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือเด็กให้ปรับปรุงตัวดีขึ้น"

"การพบกับใครบางคนที่ทำร้ายเธอจริงๆนั้น คือการพบกับสมบัติอันหายากและมีค่า จงอุ้มชูบุคคลนั้นไว้ด้วยความเคารพ และจงใช้โอกาสอันดีนี้อย่างเต็มที่ในการชะล้างข้อผิดพลาดต่างๆ ของเธอและกระทำความก้าวหน้าบนมรรคา หากเธอยังไม่อาจรู้สึกรักและกรุณาต่อผู้ที่ปฏิบัติกับเธออย่างเลวร้าย นั่นคือสัญญาณว่าจิตใจของเธอยังไม่ได้แปรเปลี่ยนอย่างเต็มที่ และเธอจำต้องปฏิบัติต่อไปด้วยความเอาใจใส่ที่มากขึ้น"

ศัตรูที่แท้

"เมื่อใดที่เธอสามารถเอาชนะความเกลียดชังในจิตใจของตนเองได้ เมื่อนั้นเธอก็จะค้นพบว่าในโลกภายนอกนี้ไม่มีสิ่งใดแม้เพียงสิ่งเดียวที่เป็นศัตรูอยู่เลย แต่ถ้าเธอยังคงปล่อยให้ความรู้สึกเกลียดชังมีอำนาจขึ้นอย่างอิสระและพยายามที่จะเอาชนะศัตรูภายนอก เธอจะพบว่า ไม่ว่าเธอจะจัดการเพื่อเอาชนะศัตรูมากมายเหล่านั้นเพียงใด มันก็จะมีเพิ่มมากขึ้นมาแทนที่เสมอ แม้ว่าเธอจะสามารถพิชิตสรรพสัตว์ทั้งจักรวาล ทว่าความโกรธของเธอก็เติบโตขึ้นด้วย เธอไม่สามารถที่จะรับมือกับมันด้วยการยอมทำตามมันไป ก็ตัวความเกลียดชังเองนั่นแหละคือศัตรูที่แท้จริงและไม่อาจยอมให้มันดำรงอยู่ได้"

"วิธีที่เราจะควบคุมมันได้คือการเพ่งสมาธิในขันติและความรัก ก็เมื่อใดที่ความรักและความกรุณาหยั่งรากลงในชีวิตของเธอ เมื่อนั้นก็จะไม่อาจมีศัตรูภายนอกใดๆ"

ความโกรธ

"ความโกรธนั้นอาจดูมีพลังมาก.. 
แต่มันเอาพลังจากที่ใดมาครอบงำเธออย่างง่ายดายนัก ?

มันเป็นอำนาจจากภายนอก.. 
เป็นบางสิ่งที่มีแขนและขา มีอาวุธและชุดเกราะอย่างนั้นหรือ ?

ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น หรือว่ามันอยู่ภายในตัวเรา ? 
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว มันอยู่ตรงไหนในตัวเธอ ?

เธอสามารถหามันได้ในสมองของเธอ ในหัวใจ ในกระดูก หรือในส่วนอื่นๆของร่างกายเธอได้ไหม ?"

"ไม่มีทางเลยหากมันจะดำรงอยู่ ความโกรธแสดงตัวประหนึ่งว่ามีอยู่จริง ประหนึ่งว่าเป็นการยึดมั่นอันรุนแรงที่ยึดจิตใจของเธอให้อยู่ในภาวะแห่งตัวตนอันแข็งทื่อ และนำพาเอาความทุกข์มาสู่ทั้งตัวเธอเองและผู้อื่น ทว่าแท้จริงแล้ว มันเป็นเหมือนดั่งเมฆที่ไม่มีแก่นสารจริงแท้ ซึ่งไม่อาจรับน้ำหนักหรือเอามาสวมใส่เป็นเสื้อผ้าได้ แม้มันอาจปกคลุมท้องฟ้าให้มืดมิดและบดบังดวงตะวันก็ตาม เช่นเดียวกันกับความคิดทั้งหลายที่อาจบดบังความสว่างไสวเดิมแท้แห่งสติตระหนักรู้ ก็ด้วยการระลึกรู้ถึงความว่างและธรรมชาติอันกระจ่างของจิตนั่นเอง ที่จะทำให้มันหวนคืนสู่ภาวะธรรมชาติแห่งความอิสระหลุดพ้น ถ้าเธอระลึกรู้ได้ว่าธรรมชาติของความโกรธนั้นว่างเปล่า มันก็จะสูญสิ้นพลังแห่งการทำลายของมันจนหมดสิ้น"

ความตาย

"ในช่วงขณะแห่งความตาย ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์นอกจากธรรมะ ความกลัวทั้งปวงที่เราประสบในชีวิตนี้ ไม่มีอันไหนเลยที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัวแห่งความตาย ดังนั้น ในการเตรียมพร้อมต่อความตาย เราไม่ควรรีรอจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่จะปฏิบัติธรรม ถ้าเราต้องการที่จะปฏิบัติธรรม ณ เวลานี้ เราสามารถกระทำได้ แต่ในช่วงเวลาแห่งความตาย เราไม่สามารถกระทำได้ เราจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทางกายและความทุกข์ทรมานทางใจ นั่นไม่ใช่เวลาที่จะก่อเกิดความคิดในการปฏิบัติธรรมเลย"

ไม่ยั่งยืน

"เมื่อเธอมองให้ลึกยิ่งขึ้น เธอจะตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดที่ยั่งยืนถาวร ไม่มีเลย แม้แต่เส้นขนที่เล็กที่สุดบนร่างกายของเธอ และสิ่งนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่มันคือสิ่งที่เธอสามารถรู้ ตระหนักถึง และเข้าใจมันได้ แม้เพียงด้วยตาทั้งสองข้างของเธอเอง"

ความคิด

"เมื่อเธอไล่ตามความคิดของเธอ เธอก็เป็นเหมือนสุนัขที่กำลังวิ่งไล่ตามท่อนไม้ ทุกครั้งที่ท่อนไม้ถูกขว้างออกไป เธอก็วิ่งตามไปงับมัน แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น ถ้าเธอมองไปยังที่ที่ความคิดปรากฏขึ้นมา เธอจะเห็นว่าทุกความคิดนั้นเกิดขึ้นและหายไปภายในห้วงแห่งการตระหนักรู้ โดยไม่มีการก่อเกิดความคิดอื่นใดขึ้นอีก เป็นดังเช่นสิงโต ซึ่งแทนที่มันจะวิ่งไล่ตามท่อนไม้ มันจะหันไปทางคนที่ขว้าง ซึ่งเขาจะขว้างไม้ไปหาสิงโตได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น"

โพธิจิต

"สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข และไม่ต้องการความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ข้อแตกต่างอันมหาศาลระหว่างตัวเรากับผู้อื่นก็คือเรื่องจำนวน ตัวเรามีเพียงหนึ่ง แต่ผู้อื่นนั้นมีนับไม่ถ้วน ดังนั้น ความสุขของ "ฉัน" และความทุกข์ของ "ฉัน" ช่างเล็กน้อยเหลือเกินหากเทียบกับความสุขและความทุกข์ของสรรพสัตว์อันมีจำนวนไม่ประมาณ สิ่งสำคัญแท้จริงก็คือความสุขและความทุกข์ของสรรพสัตว์ สิ่งนี้แหละคือรากฐานของโพธิจิต"

ชีวประวัติ

หนึ่งในคุรุแห่งพุทธศาสนาฝ่ายทิเบต ผู้ทรงภูมิรู้และภูมิธรรม เป็นผู้ที่ทรงคำสอนนิกายต่างๆของทิเบตไว้อย่างครบถ้วนและเป็นบุคคลสำคัญผู้เผยแผ่ธรรมะแห่งพุทธศาสนานิกายวัชรยานสู่ตะวันตก ท่านผู้นี้คือ ดิลโก เคียนเซ รินโปเช

เกิดเมื่อปี 1910 ในหุบเขาเด็นขอค (Denkhok) แถบเดอร์เก (Derge) แคว้นคาม (Kham) ทางตะวันออกของประเทศทิเบต บิดาของท่านสืบทอดเชื้อสายมาจากพระเจ้า ตริซอง เดทซัน กษัตริย์แห่งทิเบตใน คริสต์ศตวรรษที่ 9 ทั้งปู่และบิดาของท่านเป็นรัฐมนตรีของกษัตริย์แห่งเดอร์เก ส่วนมารดาของท่านก็มาจากครอบครัวของรัฐมนตรีแห่งเดอร์เก เช่นกัน

เมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านได้รับการยืนยันว่าเป็นอวตารของ พระอาจารย์จัมยัง เคียนเซ วังโป (1820-1892) พระอาจารย์รูปสำคัญในศตวรรษที่ 19 แห่งนิกายญิงมา แม้จะอยู่ในวัยเด็ก แต่ท่านก็มีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตทางจิตวิญญาณ แต่บิดาอยากจะให้ท่านดำเนินรอยตามและดูแลมรดกของครอบครัว เนื่องจากพี่ชายของท่านสองคนได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในอารามแล้ว ท่านจึงเป็นลูกชายคนเดียวที่เป็นความหวังของบิดา

ต่อมาเมื่ออายุ 10 ขวบ ท่านล้มป่วยอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะหาย อาการของท่านเป็นอยู่ร่วมปี จนกระทั่งลามะที่ครอบครัวเคารพแนะนำว่าต้องให้เด็กชายออกบวช บิดาของท่านก็ยินยอมให้ท่านดำเนินชีวิตตามที่ปรารถนา สุขภาพของท่านก็กลับดีขึ้น

ดังนั้น เมื่ออายุ 11 ขวบ ท่านจึงได้เข้าศึกษาทางพุทธศาสนา ณ อารามเชเฉน (Shechen) และได้ฉายาว่า "รับเซล ดาวา" (จันทร์กระจ่าง) โดยมีพระอาจารย์ เชเฉน เกียลซับ รินโปเช (Shechen Gyaltsab Rinpoche) เป็นปฐมคุรุ

ที่อารามเชเฉนนี้เองที่ท่านได้ฝึกปฏิบัติและเรียนกับพระอาจารย์หลายท่าน ทั้งได้เข้าเงียบอยู่ในถ้ำอันห่างไกลรวมเวลากว่า 13 ปี จากนั้นท่านจึงได้ศึกษาต่อกับพระอาจารย์ ซองซาร์ จัมยัง เคียนเซ เชอกยี โลเดรอ (Jamyang Khyentse Chökyi Lodrö) ซึ่งถือเป็นคุรุหลักของท่าน พระอาจารย์ ซองซาร์ จัมยัง เคียนเซ เชอกยี โลเดรอ เป็นพระอาจารย์ที่มีความรู้รอบในคำสอนแห่งพุทธศาสนาทุกนิกายของทิเบต จึงได้รับความเคารพจากผู้ปฏิบัติในทุกนิกาย และภายใต้การฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์ ประสบการทางจิตวิญญาณของท่านดิลโกจึงได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก จนในที่สุด ท่านได้รับมอบการสืบสายธรรมจากพระอาจารย์ของท่าน หลังจากที่ท่านได้ฝึกกับพระอาจารย์ครบถ้วนแล้ว จึงตั้งใจที่จะปลีกวิเวกเข้าเงียบอีกครั้ง แต่พระอาจารย์ของท่านเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องสอนธรรมะอันล้ำค่านี้ให้แก่ผู้อื่น

ปี 1950 เกิดการต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้นในแคว้นคาม  ความวุ่นวายโกลาหลเป็นเหตุให้ท่านและครอบครัวต้องอพยพมายังทิเบตกลาง ก่อนที่ท่านจะเดินทางออกจากทิเบตในปี 1958 กล่าวกันว่า แม้ทิเบตอาจดูเหมือนสูญเสียดินแดนและวัฒนธรรมไปแล้ว แต่ความจริง รากเหง้าแห่งทิเบตทั้งหมดได้รวมไว้ในตัวท่าน เมื่อท่านยังอยู่ ทิเบตก็ยังอยู่ ท่านและครอบคัวเดินทางสู่ภูฏาน โดยราชวงศ์แห่งภูฏานได้ให้ความเคารพต่อท่านเป็นอย่างสูง การล่มสลายของทิเบตกลับกลายเป็นการเผยแผ่พุทธธรรมฝ่ายทิเบตสู่โลกสากลอย่างกว้างขวาง ท่านเดินทางไปทั่วหิมาลัย อินเดีย เอเชีย ยุโรป อเมริกา เพื่อบรรยายและถ่ายทอดธรรมะอันลึกซึ้งให้แก่ศิษย์ของท่านซึ่งมีจำนวนมาก ท่านมีความเชี่ยวชาญในคำสอนของนิกายต่างๆ โดยไม่แบ่งแยก เช่นเดียวกับปฐมอวตารและคุรุของท่าน ท่านได้เขียนหนังสืออรรถาธิบายต่างๆไว้อย่างลึกซึ้ง และยังถือกันว่าท่านเป็นคุรุรูปสำคัญแห่งการปฏิบัติ "ซกเฉ็น" (อติโยคะ) อันเป็นการฝึกปฏิบัติขั้นสูงสุดในนิกายญิงมา กล่าวกันว่าในบรรดานักปฏิบัติจากทุกนิกายในดินแดนหิมาลัยทั้งหมด แทบไม่มีใครที่ไม่เคยได้รับคำสอนจากท่าน แม้กระทั่งองค์ทะไลลามะที่ 14 ก็ได้รับคำสอนจากท่าน ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าท่านเป็น "คุรุแห่งคุรุ"

ในปี 1980 ท่านก่อตั้ง อารามเชเฉน ในเนปาล ใกล้กับสถูปโพธานาถ เพื่อสืบทอดการปฏิบัติและคำสอนของพุทธศาสนาจากอารามเชเฉนในทิเบตให้คงไว้ ซึ่งที่นี่เองที่ผู้ปฏิบัติธรรมจากนานาประเทศมาศึกษาและรับคำสอนจากท่าน ปัจจุบันมีพระสงฆ์กว่า 400 รูป ศึกษาและปฏิบัติอยู่ที่นี่

ในปี 1985 ท่านได้สำเร็จความมุ่งหมายครั้งสำคัญ คือการกลับไปยังทิเบตเพื่อมอบคำสอนแก่ชาวทิเบต รวมทั้งทำการบูรณะวัดต่างๆ ที่ถูกทำลายลงไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมโดยไม่แบ่งแยกนิกาย ท่านเดินทางไปทิเบตถึงสามครั้ง และในครั้งสุดท้ายได้ทำการบูรณะวัดสัมเย วัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนาในทิเบตที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมเช่นกัน

ตลอดชีวิตของท่าน ท่านปรารถนาที่จะถ่ายทอดหนทางสู่ความหลุดพ้นให้แก่ผู้คน ท่านเป็นทั้งนักปฏิบัติ นักวิชาการ และเหนืออื่นใดคือการไม่แบ่งแยกนิกาย ไม่แบ่งแยกผู้คน ความเมตตาของท่านเสมอกันทั้งต่อกษัตริย์และต่อยาจก ทุกคนล้วนได้รับการโอบอุ้มเข้าไว้ในหัวใจอันกรุณาของท่าน และเมื่อใดก็ตามที่ท่านแสดงธรรมในโอกาสสำคัญ จะมีผู้คนไม่ว่าจะเป็นคุรุ วิปัสสนาจารย์ นักบวช ฆราวาสมุนี โยคี โยคินี ภิกษุ ภิกษุณี จำนวนนับพันมาร่วมชุมนุม

ท่านเขียนตำราทางพุทธศาสนา ทั้งในด้านพุทธปรัชญาและการปฏิบัติ ไว้กว่า 300 เล่ม

ท่านมรณภาพในภูฏาน เมื่อปี วันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1991 อายุรวมได้ 81 ปี

ปัจจุบัน อวตารของท่านคือ เคียนเซ ยังสิ รินโปเช เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1993

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1910
เกิด ในหุบเขาเด็นขอค แถบเดอร์เก แคว้นคาม ทางตะวันออกของประเทศทิเบต 

ค.ศ. 1920
สู่อารามเชเฉน ฝึกฝน และเข้าเงียบ มีพระอาจารย์ เชเฉน เกียลซับ รินโปเช เป็นปฐมคุรุ

ค.ศ. 1936
ศึกษากับพระอาจารย์ ซองซาร์ จัมยัง เคียนเซ เชอกยี โลเดรอ

ค.ศ. 1958
ออกจากทิเบตสู่ภูฏาน เผยแผ่เพื่อเผยแผ่ธรรมะ

ค.ศ. 1976
เดินทางสู่อังกฤษ และอเมริกา

ค.ศ. 1980
ก่อตั้งวัดเชเฉนในเนปาล

ค.ศ. 1985
กลับสู่ทิเบตครั้งแรก เผยแผ่ธรรมะในทิเบต บูรณะวัดและอารามต่างๆ

ค.ศ. 1988
เดินทางไปทิเบตครั้งที่สอง

ค.ศ. 1990
เดินทางไปทิเบตครั้งสุดท้าย บูรณะวัดสัมเย

ค.ศ. 1991
มรณภาพ วันที่ 28 กันยายน

วาทะ

สิ่งเดียวที่ท่านจะไม่มีวันจากมันไปได้ก็คือความตื่นรู้

อย่ามัวแต่เอาสิ่งไม่มีประโยชน์ไว้ในใจ
มันจะมีประโยชน์อะไรหากมัวพะว้ากับอดีตและพะวงกับอนาคต
อยู่กับความเรียบง่ายแห่งปัจจุบันเถิด

ถ้าท่านอยากช่วยผู้อื่น ท่านต้องกลับมารู้จักตัวเอง
พัฒนาจิตใจของท่านเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็ช่วยใครไม่ได้

อ่านเพิ่มเติม

The Heart Treasure of the Enlightened Ones / Dilgo Khyentse Rinpoche (Shambhala Publications)

ฉบับภาษาไทยมีแปลในชื่อว่า : 
อริยทรัพย์แห่งผู้รู้แจ้ง : หลักปฏิบัติว่าด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาภาวนา และสัมมาจริยา / นัยนา นาควัชระ ; แปล (โกมลคีมทอง)

Brilliant Moon: The Autobiography of Dilgo Khyentse / Dilgo Khyentse Rinpoche (Shambhala Publications)

Journey to Enlightenment: The Life of Dilgo Khyentse Rinpoche / Matthieu Ricard (Shambhala Publications)

The Heart of Compassion: The Thirty-seven Verses on the Practice of a Bodhisattva / Dilgo Khyentse Rinpoche (Shambhala Publications)

 

ดูเพิ่มเติม

Brilliant Moon: Glimpses of Dilgo Khyentse Rinpoche (2010)

 

อ้างอิง

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน