สู่ปัจจุบัน

ติช นัท ฮันห์

คำสอน

"เธอไม่อาจคาดหวังได้ว่าสวนของเธอจะให้ผลเป็นดอกไม้ต่างๆ เท่านั้น แต่สวนของเธอยังสร้างขยะออกมาด้วย"

ปัจจุบันขณะ

คำสอนเรื่องสติและการดำรงอยู่ในปัจจุบันอย่างแท้จริง เป็นคำสอนที่ท่านติช นัท ฮันห์ ย้ำเตือนอยู่เสมอ ท่านแสดงให้เห็นว่า ในการดำรงชีวิตอย่างมีสติ เราจะค้นพบแก่นแท้แห่งความไม่เที่ยงและไร้ตัวตน ธรรมชาติอันแท้จริงแห่งการเป็นดั่งกันและกัน (Interbeing) และเราจะมีทัศนะอันถูกต้องและลึกซึ้ง  ในขณะเดียวกัน การมีสติอยู่ในปัจจุบันนี้เองที่จะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ได้  เพราะเหตุว่า เราจะไม่อาลัยถึงอดีตหรือคิดฝันไปในอนาคต

ท่านนัท ฮันห์ กล่าวว่า

"ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ แต่มันก็ยังประกอบด้วยสิ่งอัศจรรย์มากมาย หากเธอปรารถนาที่จะสัมผัสกับความอัศจรรย์แห่งชีวิต จงกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ จงฝึกการหายใจอย่างมีสติรู้สึกตัว แล้วเธอจะพบตนเองในปัจจุบัน ก็ถ้าหากเธอไม่ได้อยู่ ณ ปัจจุบัน ชีวิตนี้จะแท้จริงและเป็นจริงได้หรือ? ถ้าเธอถูกทำให้ไขว้เขวว้าวุ่น ชีวิตอันแท้จริงก็ไม่อาจเป็นไปได้ ปัจจุบันอันจริงแท้ของเธอนั่นเองที่จะทำให้ชีวิตเป็นไปได้จริง และมันไม่อาจซื้อหามาได้ มันจะได้มาด้วยการฝึกปฏิบัติเท่านั้น ด้วยการฝึกการเดินด้วยสติ การหายใจด้วยสติ การนั่งด้วยสติ การฝึกสติก็คือการฝึกการดำรงอยู่ในปัจจุบัน"

การแปรเปลี่ยน

ในการเผชิญกับความทุกข์ สิ่งที่ท่านสอน คือการไม่วิ่งหนีความทุกข์ แต่เป็นการเปิดรับ เผชิญหน้า และสวมกอดมันไว้

"ชีวิตนั้นคือการต่อเนื่องแห่งความแปรเปลี่ยน มันก็เหมือนดั่งการทำสวน เธอไม่อาจคาดหวังได้ว่าสวนของเธอจะให้ผลเป็นดอกไม้ต่างๆ เท่านั้น แต่สวนของเธอยังสร้างขยะออกมาด้วย นั่นแหละคือความหมายของชีวิต ผู้ที่ยังเป็นทุกข์ทั้งหลายนั้นไม่ได้ล่วงรู้ถึงศิลปะแห่งการแปรเปลี่ยน นั่นคือเหตุที่เขายังคงเป็นทุกข์ เพราะว่ามีขยะในพวกเขา ที่เขาไม่รู้ว่าจะแปรเปลี่ยนมันอย่างไร แต่สำหรับเธอ เธอรู้ถึงศิลปะแห่งการแปรเปลี่ยน นั่นคือเหตุผลที่เธอสามารถโอบกอดได้แม้แต่ความทุกข์ของเธอ และเธอยังสามารถแปรเปลี่ยนมันด้วย เธอจะไม่ถอยกลับไปสู่สภาวะแห่งการถูกทำให้พ่าย... มันเหมือนกับการใช้จาน แน่นอน ทุกๆ วันเธอต้องใช้จาน เธอต้องรับประทานอาหาร และดังนั้นเอง เธอก็ก่อให้เกิดจานที่สกปรก แต่สำหรับพวกเราแล้ว การทำให้จานสะอาดนั้นแสนง่ายดาย เรามีน้ำยาล้างจาน เรามีน้ำ เรามีสบู่ เรามีเวลา เรารู้วิธีหายใจเข้าหายใจออก รู้วิธีร้องเพลงในขณะล้างจาน ดังนั้น การล้างจานก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป มันสามารถเป็นความเบิกบานอย่างแท้จริงได้ ดังนั้น เธอจะไม่สิ้นหวังอีกต่อไป"

ปาฏิหาริย์

ในขณะที่เราส่วนใหญ่มักคิดไปถึงอำนาจปาฏิหาริย์ที่พิเศษเหนือปกติที่เราอาจพึ่งพาเมื่อเรามีทุกข์ ท่านนัท ฮันห์ กล่าวว่าปาฏิหาริย์นั้นไม่ใช่เรื่องการเหาะได้หรือเดินบนผิวน้ำได้ แต่มันคือการมีสติรู้อยู่ในปัจจุบันทุกอิริยาบท แล้วเราจะเห็นว่า

"รอบตัวเรานั้น  ชีวิตก่อเกิดปาฏิหาริย์มากมาย แก้วน้ำใบหนึ่ง แสงแห่งดวงตะวัน ใบไม้ หนอน ดอกไม้ เสียงหัวเราะ สายฝน ถ้าเรามีชีวิตอยู่ในความตระหนักรู้ มันก็ง่ายดายที่เราจะมองเห็นปาฏิหาริย์ในทุกหนทุกแห่ง"

"ปาฏิหาริย์แห่งสติก็คือ อันดับแรก เธอดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ การดำรงอยู่ ณ ขณะนี้อย่างแท้จริงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดำรงอยู่ขณะนี้เพื่อตนเอง และเพื่อคนที่เธอรัก เธอจะรักได้อย่างไรหากเธอไม่ได้ดำรงอยู่ขณะนี้? เงื่อนไขที่เป็นรากฐานแห่งความรักก็คือการมีอยู่ของตัวเธอ เพื่อที่จะรัก เธอต้องดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ นี่เป็นสิ่งแน่นอนทีเดียว โชคดียิ่งนัก ที่การดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพียงหายใจและละทิ้งความคิดหรือการวางแผนก็นับว่าพอแล้ว แค่หวนกลับคืนสู่ตัวเธอ ใส่ใจกับลมหายใจและรอยยิ้ม เธอดำรงอยู่ ณ ที่นี่ ทั้งกายและใจพร้อมๆ กัน เธอดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ มีชีวิตชีวาอย่างเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ นี่แหละคือปาฏิหาริย์"

ความรัก

ในแง่มุมของความรักและความสัมพันธ์ ท่านอธิบายไว้อย่างงดงาม เปิดกว้างและเข้าใจง่ายสำหรับคนร่วมสมัย ดังนี้

"เพศสัมพันธ์อันไม่ใส่ใจไม่อาจถูกเรียกได้ว่าความรัก ความรักนั้นคือความลึกซึ้ง งดงาม สมบูรณ์ไม่แบ่งแยก คือการประสานกันของกายและของจิตวิญญาณ ความรักที่แท้จริงประกอบไปด้วยความเคารพ... ความเคารพเป็นสิ่งหนึ่งแห่งองค์ประกอบอันสำคัญสูงสุด ความเป็นหนึ่งกันในทางเพศควรจะเป็นดังพิธีกรรมอันกระทำไปในความมีสติ ด้วยความเคารพ ความเอาใจใส่ และความรัก ลำพังความปรารถนาเฉยๆ นั้นไม่ใช่ความรัก หากปราศจากความเป็นหนึ่งเดียวกันของจิตวิญญาณ การมาพบกันของสองร่างกายก็อาจก่อเป็นการแบ่งแยก การขยายกว้างของความแตกต่าง และการก่อเกิดความทุกข์อันมากมาย"

"ความรักนั้นเป็นความรับผิดชอบอย่างยิ่ง มันมีความห่วงใยอยู่ภายใน รวมทั้งเกี่ยวพันถึงความเต็มใจและความสามารถในการเข้าใจและการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ในความรักที่แท้จริง ความสุขไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว หากว่าผู้อื่นไม่มีความสุข มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมีความสุข ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่อาจเป็นไปได้หากปราศจากระดับของความสงบและสันติสุขในใจและในกายของเรา ความลุ่มหลงและความตื่นเต้นนั้นมีองค์ประกอบของความไม่สงบรบกวนอยู่ภายใน ความรักที่แท้จริงนั้นเป็นขั้นตอนของการเรียนรู้และปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งองค์ประกอบต่างๆของความสงบ ความบรรสาน และความสุขยิ่งขึ้น"

มองอย่างลึกซึ้ง

เมื่อใครบางคนมากล่าวร้ายหรือทำร้ายเรา โดยทั่วไปเรามักจะโต้ตอบหรือเก็บข่มอารมณ์ไว้ ซึ่งล้วนไม่เป็นผลดีอันยั่งยืน ในเรื่องนี้ ท่านนัท ฮันห์ สอนให้เรามองลงไปอย่างลึกซึ้ง ในผู้ที่มาทำร้ายเรา เพื่อที่เราจะสามารถเข้าใจ มีความกรุณา และเยียวยาความเจ็บปวดทั้งของเราและเข้าได้ ท่านกล่าวว่า

"บางครา คนที่เรารัก ลูกๆ ของเรา คู่ครองของเรา หรือพ่อแม่ของเรา อาจกล่าวบางสิ่งที่รุนแรง และทำให้เราเจ็บปวดและโกรธเคือง เราคิดว่าตัวเราเท่านั้นที่เป็นทุกข์ แต่คนอื่นก็กำลังเป็นทุกข์เช่นเดียวกัน หากเขาผู้นั้นไม่เป็นทุกข์ เขาก็คงไม่กล่าวหรือกระทำออกมาด้วยความโกรธ คนที่เรารักเหล่านั้นล้วนไม่รู้หนทางออกจากความทุกข์ของเขา นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาถ่ายทอดโทสะและความรุนแรงของเขามาสู่เรา... ฉันขอให้เราทุกคนฝึกความสงบและรวมจิตใจของเรา หมั่นรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาและความกรุณาซึ่งมีอยู่แล้วในตัวเรา..หากเราทำได้เช่นนี้ เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอันสงบสุขแท้จริงขึ้นได้"

ชีวประวัติ

พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ (ออกเสียงตามสำเนียงเวียดนามจริงๆ คือ ทิก เญิ้ต หั่ญ)  นับเป็นหนึ่งในบรรดาคุรุทางจิตวิญญาณที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดท่านหนึ่ง ผู้ที่นำคำสอนเรื่อง "สติ" มาเผยแผ่อย่างกว้างขวางในโลกสากล ความน่าสนใจในวิธีการสอนของท่าน คือการประยุกต์หลักปฏิบัติให้ร่วมสมัยและใช้ชีวิตประจำวันได้จริง ไม่ว่าใครๆ ไม่ว่าศาสนาใดๆ ก็สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้ จนในที่สุดได้เกิดเป็นชุมชนแห่งการปฏิบัติ หรือ "สังฆะ" ของท่าน ซึ่งแผ่ขยายไปหลายแห่งทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

พระอาจารย์ นัท ฮันห์ (นามเดิม เหงวียน ซวน เป๋า) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1926 ที่เมืองเว้ จังหวัด เถื่อเทียน ภาคกลางของประเทศเวียดนาม บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 16 ปี ที่วัด ตื่อ เฮี้ยว แห่งนิกายเที่ยน (เซ็น) โดยมีพระอาจารย์ ทัญ กวี๊ เจิน เทิด เป็นอาจารย์ท่านแรก และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี 1949 

ท่านเป็นหนึ่งในพระภิกษุรูปแรกๆ ที่ศึกษาวิชาการทางโลกในมหาวิทยาลัย ที่เมืองไซ่ง่อน ในปี 1956 ท่านเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของ "พุทธศาสนาเวียดนาม" (Vietnamese Buddhism) ของสมาคม ชาวพุทธเวียดนามหนึ่งเดียว (The Unified Vietnam Buddhist Association) และได้เขียนบทความเกี่ยวกับการฟื้นฟูพุทธศาสนา

เพื่อสังคม

ช่วงนี้เองที่สงครามเวียดนามก่อตัวขึ้น และส่งผลท้าทายต่อวิถีชีวิตของนักบวชในอาราม ด้วยคำถามที่ว่า จะใช้ชีวิตบำเพ็ญตนอยู่ในรั้ววัด หรือ ออกไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์จากภัยสงคราม ท่านนัท ฮันห์ ได้เลือกประยุกต์ทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน และได้ก่อตั้งขบวนการ พุทธศาสนาเพื่อปฏิบัติการทางสังคม (Engaged Buddhism)

ในปี 1960 ท่านได้รับทุนและเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และในปีต่อมาได้ไปสอนและทำวิจัยทางพุทธศาสนา ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย จากนั้น ในปี 1963 จึงเดินทางกลับเวียดนาม ด้วยความตั้งใจในการฟื้นฟูพุทธศาสนา และสันติภาพในเวียดนาม  ท่านได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา หวั่น หั่ญ (Van Hanh Buddhist University) ในไซง่อน และ โรงเรียนเยาวชนเพื่อการรับใช้สังคม (School of Youth for Social Service) ซึ่งมีอาสาสมัครกว่า 10,000 คน ยึดหลัก อหิงสาและกรุณา ตามแนวทางของพุทธศาสนาเพื่อเยียวยาความเสียหายของสังคมจากสงครามที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังก่อตั้ง สำนักพิมพ์ หลา โบ๊ย (La boi Publisher) ขึ้น เพื่อพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเพื่อปฏิบัติการทางสังคม และการมีชีวิตอย่างมีสติ

สันติภาพในสากล

ในปี 1964 ท่านได้เริ่มก่อตั้งคณะเตี๊ยป เหี่ยน (Tiep Hien) หรือ คณะ ดั่งกันและกัน (The Order of Interbeing) ขึ้น โดยยึดหลักปฏิบัติตามโพธิสัตว์ศีลในพุทธศาสนา และมุ่งมั่นรณรงค์ด้วยสันติวิธีให้หยุดการสนับสนุนสงคราม ปลุกสำนึกของผู้คนให้ร่วมกันสร้างสันติภาพ ขบวนการเพื่อสันติภาพของท่านได้รับความสนใจและสนับสนุนอย่างมากในระดับสากล ต่อมาในปี 1966  ท่านได้รับการสืบทอดสายธรรมจากพระอาจารย์เจิน เทิด เป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 42 แห่ง นิกาย เลิม เต๊ (หลินจี้) และ รุ่นที่ 8 แห่งสาย เหลียว กว๊าน และในปีนี้เอง ท่านเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อสัมมนาในเรื่องพุทธศาสนาเวียดนาม ที่ มหาวิทยาลัยคอเนลล์  ในระหว่างอยู่ที่อเมริกานี้ท่านได้พบกับบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น บาทหลวง ทอมัส เมอร์ตัน และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อท่าน นัท ฮันห์ เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ในขณะที่โลกสากลสนับสนุนท่าน รัฐบาลเวียดนามกลับปฏิเสธการกลับเข้าประเทศของท่าน ต่อเหตุการณ์นี้ บาทหลวงเมอร์ตัน ได้เขียนบทความซึ่งมีหัวข้อว่า "นัท ฮันห์ คือ น้องชายของฉัน" และเนื่องจากท่านไม่อาจกลับเข้าเวียดนามได้ ท่านจึงลี้ภัยอย่างเป็นทางการไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยพำนักอยู่อาศรมนอกเมือง เขียนหนังสือและสอนในมหาวิทยาลัยปารีส พร้อมกับทำงานเพื่อสันติภาพและเพื่อผู้ลี้ภัย

หมู่บ้านพลัม

เมื่อมีผู้มาปฏิบัติธรรมที่อาศรมของท่านมากขึ้น จึงเกิดเป็น สังฆะ หรือ ชุมชนผู้ปฏิบัติธรรม สังฆะแห่งแรกของท่านคือ "อาศรมมันเทศ" (Sweet Potato Hermitage) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1975 ทางเหนือของฝรั่งเศส และต่อมาเมื่อมีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมากขึ้นอีก จึงได้ย้ายลงมาทางตอนใต้ และตั้งชื่อสังฆะแห่งใหม่นี้ว่า “หมู่บ้านพลัม” เพราะมีต้นพลัมปลูกอยู่ทั่วบริเวณนี้

ปัจจุบัน มีสังฆะ หมู่บ้านพลัม อยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และไทย มีทั้งนักบวชและฆราวาสจำนวนมากปฏิบัติร่วมกันอย่างมีสติ ตื่นรู้ โดยไม่แยกขาดจากสังคมและเหมาะสมกับยุคสมัย โดยการประยุกต์หลักธรรมให้เข้าใจง่ายสำหรับคนยุคใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นธรรมอันลึกซึ้ง

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1926
เกิด

ค.ศ. 1942
บรรพชาเป็นสามเณรที่วัด ตื่อ เฮี้ยว

ค.ศ. 1949
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ค.ศ. 1956
ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของ “พุทธศาสนาเวียดนาม”

ค.ศ. 1960
เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ค.ศ. 1961
เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ค.ศ. 1963
กลับสู่เวียดนาม ก่อตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนา หวั่น หั่ญ ง่อน และ โรงเรียนเยาวชนเพื่อการรับใช้สังคม รวมทั้งก่อตั้งก่อตั้ง สำนักพิมพ์ หลา โบ๊ย

ค.ศ. 1964
ก่อตั้งคณะเตี๊ยป เหี่ยน

ค.ศ. 1966
ได้รับการสืบทอดสาบธรรม เทิด เป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 42 แห่ง นิกาย เลิม เต๊ (หลินจี้) และ รุ่นที่ 8 แห่งสาย เหลียว กว๊าน, เดินทางไปสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เพื่อสัมมนาเกี่ยวกับพุทธศาสนาเวียดนาม การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ได้พบกับบุคคลสำคัญหลายท่าน

ค.ศ. 1967
ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพโดย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์
ถูกปฏิเสธการกลับเข้าเวียดนาม จึงขอลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ณ ประเทศฝรั่งเศส

ค.ศ. 1969
สอนที่มหาวิทยาลัยปารีส

ค.ศ. 1975
ก่อตั้ง อาศรมมันเทศ ทางเหนือของฝรั่งเศส

ค.ศ. 1982
ก่อตั้ง หมู่บ้านพลัม

ค.ศ. 2005
ได้กลับเวียดนามเป็นครั้งแรกหลังจากลี้ภัย แสดงปาฐกถาธรรม มีผู้สนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมาก

ค.ศ. 2005 ถึง ค.ศ. 2013
ศูนย์ปฏิบัติธรรมซึ่งดำเนินตามแนวคำสอนของท่านเผยแผ่ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ท่านยังคงเดินทางแสดงธรรมอยู่เสมอ

ค.ศ. 2014
อาพาธด้วยอาการเลือดออกในสมอง พักรักษาตัวที่ โรงพยาบาลในเมืองบอร์ก โดซ์ ประเทศฝรั่งเศส

ค.ศ. 2015
อาการของท่านดีขึ้นและยังคงพำนักอยู่ที่หมู่บ้านพลัม

วาทะ

เราไม่ต้องกลัวความทุกข์ เพราะเราสามารถเผชิญหน้ากับมันได้
หากเธอพยายามวิ่งหนีความทุกข์ เธอจะไม่มีวันแปรเปลี่ยนมันได้เลย

เข้าใจอีกฝ่าย สันติภาพก็เป็นไปได้

ไม่ว่าการกิน การดื่ม การทำงาน ล้วนเป็นโอกาสแห่งการภาวนาทั้งสิ้น

อ่านเพิ่มเติม

The Miracle of Mindfulness: An Introduction to the Practice of Meditation / Thich Nhat Hanh (Beacon Press)

ฉบับภาษาไทยมีแปลในชื่อว่า:
ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ / พระประชา ปสนฺนธมฺโม : แปล (โกมลคีมทอง, 2010)

Peace Is Every Step: The Path of Mindfulness in Everyday Life

ฉบับภาษาไทยมีแปลในชื่อว่า:
สันติภาพทุกย่างก้าว / สุภาพร พงศ์พฤกษ์ : แปล (ศยาม, 2010)

Present Moment, Wonderful Moment

ฉบับภาษาไทยมีแปลในชื่อว่า:
ปัจจุบันเป็นเวลาประเสริฐสุด / สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : แปล (ศยาม, 2011)

 

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน