อ้อมกอดมหัศจรรย์

อัมมา

คำสอน

“คนมากมายเฝ้าถามว่า เราจะได้อะไรจากโลกใบนี้ หากแต่การคิดว่า เราจะมอบอะไรให้โลกใบนี้ได้บ้างต่างหาก ที่เป็นสิ่งกำหนดคุณภาพแห่งชีวิตเรา”

ในประเทศอินเดีย มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งคนทั่วโลกเดินทางมาเพียงเพื่อได้รับการโอบกอดจากเธอ คนทั่วไปเรียกเธอว่า อัมม่า ซึ่งแปลว่าแม่ เธอมีชื่อจริงว่า "Sri Mata Amritanandamayi Devi”

หลายคนอาจสงสัยว่า สาวร่างเล็กอ้วนท้วมจากอินเดียใต้ผู้นี้มีอะไรวิเศษนักหนา ผู้ทั่วโลกจึงต่างพากันแซ่ซ่องสรรเสริญ และรู้จักในฐานะ ‘อัมมา มารดาแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง’ แม่ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตามหาศาลเท่าที่ใครสักคนจะสามารถมีให้ลูก ๆ ได้

ถ้าหากศึกษาชีวิตของอัมมาแล้ว เราจะพบว่าเธอได้อุทิศชีวิตทุกขณะจิต ทั้งความคิด การกระทำ และคำพูดเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น อัมมาต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่นโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น และวัฒนธรรม หากแต่รักทุกคนในฐานะมนุษย์ มนุษย์ผู้ต้องการใครสักคนซึ่งคอยปกป้องและอยู่เคียงข้างจิตวิญญาณของเขา อีกนัยหนึ่งจึงเรียกได้ว่า อัมมาอุทิศชีวิตเพื่อมนุษยธรรม

เมื่อหัวใจเป็นทุกข์ โศกเศร้าเสียใจ ต้องการใครสักคนปลอบใจ เธอจะเข้าช่วยเหลือและประคับประคองอย่างไม่ต้องรอให้ใครเรียกหา แม้แต่ผู้ที่มีความกระหายใคร่รู้ในเรื่องราวทางธรรม กำลังมองหาใครสักคนคอยปรึกษา ชี้แนะแนวทาง เธอก็จะคอยชี้หนทางอันนำไปซึ่งคำตอบให้ เฉกเช่นเดียวกับวิถีแห่ง ‘คุรุ’

คำสอนของอัมมาเน้นไปที่การมีทัศนคติที่พร้อมจะเสียสละสิ่งทั้งปวง ด้วยเชื่อว่าตัวฉัน ของฉัน ฉัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งอื่น ๆ รวมกัน  ความเป็นตัวเราแต่ละคนจึงสากล ทุกคนสามารถที่จะรัก เมตตา อาทร ทำดีต่อกันได้ โดยไม่มีอุปสรรคแห่งความหลากหลายมีขวางกั้น โลกที่ปลอดภัยสำหรับความหลากหลายต่างหาก คือเป้าหมายที่แท้แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ เธอจึงใช้ทั้งชีวิตของเธอเพื่อปลุกโลกให้ตื่นจากความหลับ ให้สดับฟังเสียงเรียกภายในตนเอง และให้เชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาในอ้อมแขนอย่างพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าที่ไม่ได้อยู่เพียงแต่ในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หากแต่เป็นพระเจ้าซึ่งสถิตย์อยู่ในใจของทุกคน พระเจ้าในตัวเราเอง

อัมมามักสอนศิษยานุศิษย์ด้วยคำถาม อันเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จิตวิญญาณ จักรวาล และพระเจ้า ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน เช่น การมีธรรมะกับความรักและชีวิตครอบครัว การทำสมาธิ และการปฏิบัติทางจิตวิญญาณอื่น ๆ อัมมาไม่เคยมีอาจารย์ด้านศาสนามาสอน ไม่เคยศึกษาคัมภีร์ หากแต่เธอพูดในความจริงซึ่งเธอค้นพบด้วยภูมิปัญญาและการฝึกปฏิบัติ เป็นการค้นพบที่แจ่มแจ้งเสียยิ่งกว่าความรู้หรือข้อทฤษฎีในตำรา อัมมาไม่มีได้มีความรู้หรือคำพูดในเชิงวิชาการ หากแต่สิ่งที่เธอเชื่อและถ่ายทอดให้สาวกทั้งหลายคือความเป็นจริง ที่เหลือจะคณานับ อัมมาจึงได้กลายเป็นคุรุแห่งจิตวิญญาณ เป็นบ้านพักจิตใจให้สงบ ปราศจากสิ่งรบกวนภายนดอก และอาศัยในอาศรมเพื่อต้อนรับผู้คนมากมายจากทั่วโลกด้วยอ้อมกอด

เธอมองเห็นโลกทั้งโลก สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเชื่อมโยงกัน สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนต่อขยายของสรรพสิ่งทั้งหมด รวมถึงตัวเธอเองด้วย ด้วยเหตุนี้เธอจึงรู้สึกเชื่อมโยงตัวเองกับมนุษย์ทุกคนบนโลก  อัมมาจึงให้ร่างกายและอ้อมกอดของเธอเป็นสื่อกลางเพื่อนำพาจิตวิญญาณอันเปี่ยมด้วยความรัก ความเทตตา อย่างสุดจะหาไม่ ถ่ายทอดไปยังหัวใจของมนุษย์ทั่วโลกที่ต่างพากันมาเยี่ยมเยียน รอยยิ้มที่ไม่เคยตัดสิน เปรียบเสมือนผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่คอยซับน้ำตาผู้คนซึ่งมีความทุกข์ ความอ่อนโยน เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นของอัมมา ได้สร้างความปลื้มใจให้คนนับล้านทั่วโลก

อัมมาเริ่มใช้ชีวิตบนหนทางแห่งจิตวิญญาณเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์ตั้งแต่อายุ 17 ปี เธอเรียนรู้ที่จะนั่งกอดคนเป็นเวลานาน 22 ชั่วโมงความเสียสละซึ่งส่งผ่านอ้อมแขนอันปราศจากความรู้สึกเล้าโลม ทว่าเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต

ชีวประวัติ

อัมม่า หรือ Amma Mata Amritanandamayi Devi อัมมา เกิดใกล้ชายฝั่งทะเลของหมู่บ้านชนบท ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 27 กันยายน ปีค.ศ. 1953

เธอเกิดในครอบครัวชนชั้นล่าง เป็นลูกสาวคนที่ 3 ของครอบครัวจากพี่น้อง 6 คน อัมมามีพฤติกรรมที่ผิดแผกจากเด็กทั่วไปตั้งแต่แรกเกิด เพราะตอนคลอด เธอไม่ได้ร้องไห้เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ แต่ว่าเธอกลับยิ้ม เธอมีผิวสีน้ำเงินเข้มในช่วงแรกเกิด สร้างความประหลาดใจให้กับพ่อแม่ของเธออย่างยิ่ง เพราะกลัวว่า เธอจะสุขภาพไม่แข็งแรงสมบูรณ์ แต่เธอกลับเป็นเด็กที่สุขภาพดี ร่าเริง แจ่มใส พอโตขึ้น ผิวของอัมมาก็เริ่มเป็นสีปกติทั่วไป เมื่ออายุได้ 5 ปี เธอมักจะใช้เวลาว่างไปกับการร้องเพลงสวดมนต์สักการะบูชา ในขณะที่เพื่อน ๆ พี่น้องของเธอเล่นการละเล่นเช่นเด็กทั่วไป

อัมมาเป็นเด็กที่เอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยดี และมักแบ่งปันอาหารที่มีให้กับคนในชนชั้นจัณฑาล จนกระทั่งอายุได้ 9 ปี อัมมาลาออกจากโรงเรียนมาช่วยงานที่บ้าน แต่กระนั้นก็ไม่เคยบ่น และยังใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องราวทางจิตวิญญาณ

พอถึงวัยสาว เธอกล้าที่จะปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชนซึ่งเป็นประเพณีที่เคร่งครัดของ ประเทศอินเดีย และอุทิศตนให้กับสังคมของเธอ

นับตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา อัมมาได้ถ่ายทอดคำสอนทางจิตวิญญาณไปทั่วทุกมุมโลก เผยแพร่ปรัชญาโบราณของอุปนิษัท สอนมนุษย์ให้สละอัตตาแห่งตัวตน นอกจากนี้เธอยังชวนคนมีสมาธิ มีสติรู้เท่าทัน เพื่อเอาชนะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง และบรรลุซึ่งหนทางแห่งการหลุดพ้น

เรื่องราวของอัมมาถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม เรื่อง 'Darshan - อ้อมกอด'  ภาพยนตร์ปี 2005 และได้รับเกียรติจัดฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเล่าชีวิตตลอด 20 ปีของเธอ ที่ได้กอดเพื่อนมนุษย์ไปแล้วมากกว่า 21 ล้านคนทั่วโลก

จากอ้อมกอดเล็ก ๆ เริ่มมาจากความต้องการจะคลายความโศกเศร้า ได้กลายเป็นอ้อมกอดอันยิ่งใหญ่ โดยไม่แบ่งแยกชายหญิง ยากดีมีจน สำหรับอัมมาแล้ว ทุกคนล้วนเป็นคนเท่ากัน เราต่างโหยหาความรักและความเข้าใจ

อัมม่าก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ในปี 1987 จนกระทั่งในปี 2015 เธอได้รับเชิญไปกล่าวในการประชุมที่สหประชาชาติ และออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อยืนยันความเชื่อของเธอที่ว่า

"ความรัก และการโอบกอด นำมาซึ่งสันติภาพบนผืนโลก”

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1953
เกิด ณ รัฐเกรละ ประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1979
ก่อตั้งอาศรม รู้จักกันในชื่อ Mata Amritanandamayi Trust

ค.ศ. 1981
เริ่มสอนหนทางแห่งจิตวิญญาณให้คนทั่วโลก

ค.ศ. 1993
ได้รับรางวัล Hindu Renaissance Award

ค.ศ. 1998
ได้รับรางวัล Care & Share International Humanitarian of the Year Award

ค.ศ. 2002
ได้รับรางวัล Gandhi-King Award สาขาการต่อต้านความรุนแรง

ค.ศ. 2007
ได้รับรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์สิทธิมนุษยชน Cinema Verite กรุงปารีส

ค.ศ. 2008
กล่าวแถลงในงาน Global Peace Initiative of Women's international conference, entitled "Making Way For The Feminine for the Benefit of the World Community" ในประเทศอินเดีย

ดูเพิ่มเติม

The Real Face of Mata Amritanandamayi

 

Amma’s response to False Allegations on Math -2014

เรียบเรียงโดย

คิมหันต์กุมาร

แบ่งปัน