สากลกรุณา

ทะไลลามะ

คำสอน

"ตอนที่เราเกิดมาเราเป็นอิสระจากศาสนา แต่เราไม่ได้เกิดมาอย่างเป็นอิสระจากความต้องการความรักและกรุณา..."

สันติภาพและความกรุณา

ภายหลังจากที่ทิเบตได้ถูกเข้ายึดโดยกองทัพแดงจากจีน ทะไลลามะทรงลี้ภัยมายังอินเดีย องค์ทะไลลามะทรงดำเนินการเรียกร้องเอกราชให้แก่ทิเบตเสมอมาในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศทิเบต โดยใจความสำคัญของพระองค์ไม่ได้คาดหวังถึงว่าให้จีนปลดปล่อยทิเบตทั้งหมดเป็นเอกราช หากแต่เพียงขอให้จีนให้สิทธิในการปกครองตนเองและสิทธิ์ในการดูแลรักษาวัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนาของชาวทิเบตให้มั่นคง โดยในการเรียกร้องนี้ พระองค์ทรงกระทำอย่างสันติ และทรงตำหนิการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งจากฝ่ายจีนหรือฝ่ายทิเบตเอง ดังที่หลายๆ ครั้ง เมื่อชาวทิเบตทำการจลาจลอย่างรุนแรงในเขตปกครองตนเองในจีน พระองค์ทรงออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และย้ำเป็นอย่างยิ่งว่า เสรีภาพของทิเบตต้องได้มาด้วยสันติวิธีเท่านั้น ด้วยสิ่งนี้เป็นหนทางปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ในระดับสากลท่ามกลางสงครามและความขัดแย้ง องค์ทะไลลามะทรงเรียกร้องและยืนยันให้ทุกฝ่ายมีความรักและกรุณาต่อกัน ทรงนำคำสอนเรื่องความกรุณาในพุทธศาสนามาเน้นย้ำและเตือนว่า ศัตรูที่แท้จริงของเรานั้นไม่ใช่บุคคล แต่คือ "ความโกรธและความเกลียด" ที่อยู่ในใจของเรา ที่เราจำเป็นต้องเอาชนะให้ได้ ในขณะเดียวกัน บุคคลที่เราคิดว่าเป็นศัตรูนั่นเอง คือมิตรผู้กรุณาที่แท้จริง เพราะพวกเขาเป็นผู้มอบความยากลำบากอันเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกฝนความกรุณา พระองค์ทรงตรัสว่า "หากเราปรารถนาเรียนรู้อย่างแท้จริง เราควรพิจารณาว่า ศัตรูทั้งหลายคือครูที่ดีที่สุดของเรา!" ในการฝึกฝนความกรุณา พระองค์ยังทรงสอนอีกว่า "เมื่อปัญหาทั้งหลายเริ่มเกิดขึ้น จงพยายามดำรงความถ่อมตนและรักษาทัศนะอันจริงใจ และจงถือว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นยุติธรรมเสมอ ...หากเรายังนิ่งเฉยได้ก็จงทำด้วยความกรุณา... หากจำต้องโต้ตอบก็จงอย่าได้มีความโกรธหรือมุ่งร้าย"

ความหลากหลายแห่งศาสนา

ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ องค์ทะไลลามะไม่เพียงแต่ศึกษาคำสอนในพุทธศาสนาฝ่ายทิเบตเท่านั้น แต่ยังทรงศึกษาและพบปะกับพระเถรานุเถระจากหลายนิกายแห่งพุทธศาสนา เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยน รวมทั้งผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณในหลายศาสนา เช่น บาทหลวง โธมัส เมอร์ตัน นักบวชแห่งคณะแทรปปิสต์ในคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ที่พระองค์กล่าวว่าเป็นหนึ่งในสามของผู้ที่ส่งอิทธิพลในชีวิตของพระองค์ อาร์ชบิชอบ เดสมอนด์ ตูตู แห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ ซึ่งดำรงมิตรภาพกับพระองค์มาอย่างยาวนาน อิหม่าม เมฮ์ดิ โคราซานี ผู้นำสมาพันธ์อิสลามแห่งแคลิฟอร์เนีย พระองค์ทรงเน้นย้ำอย่างยิ่งถึงความจำเป็นที่ศาสนาทั้งหลายจะต้องทำความเข้าใจและร่วมมือกัน เพื่อสันติสุขของโลก พระองค์กล่าวว่า

"ลำพังศาสนาเดียวนั้น ไม่อาจตอบสนองความต้องการแห่งความหลากหลายของผู้คน หากเราต้องการรวมศรัทธาของโลกนี้ให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว เราจะสูญเสียคุณลักษณะและความรุ่มรวยของแต่ละวัฒนธรรมอันเฉพาะตัว"

จิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์

นอกจากความสนใจในทางด้านจิตวิญญาณ พระองค์ยังทรงสนใจในวิทยาการใหม่ๆ และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ทรงให้ความสำคัญในการแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักจิตวิทยา ฯลฯ พระองค์พยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ของศาสตร์ต่างๆ เข้ากับคำสอนในพุทธศาสนา เช่น เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกในทางจิตวิทยา และเรื่องเจตสิก (ทางใจ) ในทางพุทธศาสนา เพื่อเป็นการบูรณาการปัญญาของโลกโบราณเข้ากับวิทยาการของโลกใหม่ ด้วยทรงเห็นว่าทัศนะทางจิตวิญญาณนั้นควรต้องพิสูจน์วัดได้ด้วยความเข้าใจและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ หากผู้ปฏิบัติทางจิตวิญญาณละเลยต่อหลักทางวิทยาศาสตร์ การปฏิบัติก็จะเป็นไปแบบขัดสนและชักพาไปสู่ความคลั่งศาสนา และความคิดสุดโต่งทางจิตวิญญาณ

พระธรรมดา

แม้ว่าจะทรงดำรงตำแหน่งประมุขและผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต และได้รับความศักดิ์สิทธิ์เปรียบดังพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แต่พระองค์ก็ทรงใช้ชีวิตอย่างธรรมดาและสมถะ อย่างที่พระสงฆ์แห่งพุทธศาสนารูปหนึ่งจะพึงปฏิบัติ ดังที่พระองค์กล่าวว่า

"อาตมาคิดอยู่เสมอว่า
ตนเองเป็นเพียงพระสงฆ์ธรรมดารูปหนึ่งในพุทธศาสนา 

อาตมารู้สึกว่า
นั่นแหละคือตัวอาตมาจริงๆ ทะไลลามะซึ่งเป็นผู้ปกครองชั่วคราวนั้นเป็นสถาบันที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็ตราบใดที่ผู้คนยังยอมรับทะไลลามะ พวกเขาก็จะยอมรับอาตมา

แต่การเป็นพระสงฆ์นั้น

เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวอาตมาเอง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนมันได้ ลึกลงไปข้างใน อาตมาคิดอยู่เสมอว่าตนเองคือพระสงฆ์ แม้แต่ในความฝันของอาตมา"

ด้วยปัญญา ความกรุณาและความถ่อมตน ตามคำสอนแห่งพุทธศาสนา ด้วยความยึดมั่นในการแสวงหาสันติภาพให้แก่โลก ด้วยทัศนะอันก้าวไกลในการประสานภูมิปัญญาของพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาการใหม่ๆ พระองค์จึงนับเป็นคุรุคนสำคัญของโลกปัจจุบัน ที่มีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมายทั่วโลก

วาทะ

"...ข้าพเจ้าเชื่อเป็นที่สุดว่า การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่อาจเกิดขึ้นเพียงเพราะการสวดอธิษฐานหรือนึกปรารถนาให้ด้านลบต่างๆ ในใจของเราสูญสิ้นไปแล้วให้ด้านดีต่างๆผลิบานขึ้น หากแต่จะเกิดขึ้นได้จากการรวบรวมความพยายามของเราเท่านั้น ซึ่งความพยายามนี้มีรากฐานอยู่บนความเข้าใจว่า จิตใจ สภาวะทางจิตใจ และอารมณ์ต่างๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราทำเพื่อให้ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณที่แท้จริงบังเกิดขึ้น... "

(An Open Heart : Practicing Compassion in Everyday Life: Back Bay Books, 2002)

"...เราไม่อาจปรารถนาที่จะตายอย่างสงบสุขได้ ถ้าหากว่าการดำเนินชีวิตของเรายังเต็มไปด้วยความรุนแรง หรือหากจิตใจของเรายังเต็มไปด้วยอารมณ์ที่วุ่นวายต่างๆเช่น ความโกรธ ความยึดติด และความหวาดกลัว ดังนั้นถ้าเราปรารถนาที่จะตายดี เราต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตให้ดี เราจำต้องฝึกฝนความสงบในจิตใจของเรา และในการดำเนินชีวิตของเรา..."

(GLIMPSE AFTER GLIMPSE: HarperOne, 1995)

"...ตอนที่เราเกิดมาเราเป็นอิสระจากศาสนา แต่เราไม่ได้เกิดมาอย่างเป็นอิสระจากความต้องการความรักและกรุณา รากฐานที่ยิ่งกว่าศาสนา จึงได้แก่พื้นฐานจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ พวกเราล้วนมีธรรมชาติของมนุษย์ที่น้อมนำไปในสู่ ความรัก ความกรุณา และความเมตตามาแต่เดิม โดยไม่เกี่ยวหรอกว่าเราจะมีกรอบความคิดทางศาสนาหรือไม่..."

(Beyond Religion:Ethics for a Whole World : Houghton Mifflin Harcourt, 2011)

" นี่คือศาสนาที่เรียบง่ายสำหรับข้าพเจ้า ไม่ต้องมีวัดวาอาราม ไม่ต้องมีปรัชญาอันซับซ้อน สมองของเรา จิตใจของเรานั่นล่ะคือวัด ส่วนปรัชญาก็คือ ความกรุณา"

(Dalai Lama: A Policy of Kindness : Motilal Banarsidass, 2002)

ชีวประวัติ

หลายท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อ "ทะไลลามะ" ตามสื่อต่างๆ อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง แม้อาจจะไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับชื่อนี้นักก็ตาม หรือบางท่านอาจพอทราบบ้างว่า ชื่อนี้เกี่ยวข้องกับประเทศทิเบตซึ่งปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนไปแล้ว เพียงเท่านั้น ดังนั้น ในเนื้อหาอันกระชับสั้นต่อไปนี้ ท่านจะได้ทราบในใจความสำคัญว่า เหตุใด "ทะไลลามะ" ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต ประเทศที่ถูกกลืนหาย ได้กลายมาเป็นผู้นำทางจิตวิญาณและเป็นคุรุคนสำคัญคนหนึ่งโลกปัจจุบันนี้

อันที่จริง ทะไลลามะ ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นตำแหน่งประมุขแห่งทิเบตทั้งในด้านอาณาจักรและพุทธจักร ข้อนี้เป็นแง่มุมอันต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่ทิเบตมี "พระสงฆ์" เป็นผู้ปกครองประเทศ ตำแหน่งทะไลลามะ สืบต่อกันมาตั้งแต่ราวพุทะศตวรรษที่ 20 โดยใช้ระบบ "ตุลกู" หรือ การกลับชาติมาเกิด และถือกันว่า องค์ทะไลลามะ คือ อวตารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา ซึ่งปัจจุบันนับเป็นองค์ที่ 14 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ในปัจจุบันคือ สมเด็จพระเท็นซิน กยัตโส

จาก ลาโม เทินดรุป สู่ ทะไลลามะ

องค์ทะไลลามะที่ 13 ประสูติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 ที่หมู่บ้าน ตักทเซร์ แคว้นอัมโด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต ชื่อเดิมของท่านคือ ลาโม เทินดรุป เรื่องราวแห่งการค้นพบตัวท่านเกิดขึ้นเมื่อคณะเดินทางจากลาซาออกตามหา ตุลกู ขององค์ทะไลลามะที่ 13 ซึ่งทรงมรณภาพเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตามนิมิตและเครื่องหมายที่องค์ทะไลลามะที่ 13 ทรงทิ้งไว้ คณะเดินทางซึ่งนำโดยลามะแห่งอารามเซรา ได้มาถึงยังบ้านของ เด็กน้อย ลาโม เทินดรุป ลามะแห่งเซราได้ปลอมตัวเป็นคนใช้และปลีกตัวไปนั่งลำพังอยู่ในครัวของบ้าน เด็กน้อยลาโมในวัยสองขวบได้เข้ามาเจอและเห็นประคำที่อยู่ในมือท่าน ลาโมร้องขอสายประคำนั้น และลามะแห่งเซราผู้ปลอมตัวก็กล่าวว่า "ถ้าเธอรู้ว่าฉันเป็นใคร เธอก็จะได้มัน" เด็กน้อยตอบทันทีว่า "เซราลามะ เซราลามะ" จากนั้น คณะเดินทางได้กลับไปและมาใหม่อีกครั้ง เพื่อการทดสอบอย่างจริงจัง ครั้งนี้พวกเขาได้นำของใช้ขององค์ทะไลลามะที่ 13 มาด้วย แล้ววางคู่กับของชิ้นที่ไม่ใช่ เพื่อให้เด็กชายลาโมเลือก เด็กชายลาโมได้เลือกชิ้นที่ถูกต้องแล้วตะโกนออกมาว่า "มันเป็นของฉัน มันเป็นของฉัน" จึงนับเป็นการพิสูจน์อย่างถูกต้องเด็กชายลาโม คือตุลกู ขององค์ทะไลลามะที่ 13

ลาโม เทินดรุป ซึ่งบัดนี้คือ "เจ็ทซุน จัมเปล ลอบซัง งาวัง เยเซ เท็นซิน กยัตโส" องค์ทะไลลามะที่ 13 ค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้คำสอนทางพุทธศาสนาอย่างเข้มงวดจากคุรุสำคัญหลายรูป นอกจากการศึกษาทั้งพระไตรปิฎก พระสูตรและศาสตร์ต่างๆแล้ว ยังต้องเรียนรู้ด้านการปกครองอีกด้วย นอกจากนี้ พระองค์ยังให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษกับเรื่องวิทยาการใหม่ๆ เนื่องจากทรงเล็งห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกและภัยที่กำลังคืบเข้ามา สิ่งนี้กล่าวกันว่าเป็นบุคคลิกความสนใจที่มีเหมือนกันกับองค์ทะไลลามะพระองค์ก่อน

ทว่าชีวิตแห่งการครองตำแหน่งประมุขของประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องสะดวกสบาย ในช่วงระยะเวลาอันระส่ำระสายของประเทศ โดยอิทธิพลจากการปฏิวัติของฝ่ายคอมมูนิสม์ในจีน ที่ค่อยๆพยายามผนวกเอาทิเบตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน ในที่สุด ทิเบตได้ถูกเข้ายึดโดยกองทัพแดงจากจีน และเป็นเหตุให้องค์ทะไลลามะที่ 13 ต้องเสด็จลี้ภัยจากทิเบตสู่อินเดียในปี พ.ศ. 2502 การล่มสลายของทิเบตนี้เอง ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบทิเบตให้กว้างขวางในโลกตะวันตกและสากล

เส้นทางชีวิต

พ.ศ. 2478
ประสูติ

พ.ศ. 2480
พบกับคณะค้นหาทะไลลามะ

พ.ศ. 2483
สถาปนาเป็นองค์ทะไลลามะ ประมุขและผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบต

พ.ศ. 2492
กองทัพปลดแอกประชาชนของจีนเข้าบุกรุกทิเบต กำหนดข้อตกลง 17 ข้อ

พ.ศ. 2493
พบกับนายพลเจียง จิน หวู ผู้แทนจากจีนและคณะ

พ.ศ. 2498
เดินทางไปจีน พบ เหมา เจ๋อ ตุง

พ.ศ. 2502
การปฏิวัติต่อต้านจีนโดยชาวทิเบตทวีความรุนแรงขึ้น เสด็จลี้ภัยจากทิเบตสู่อินเดีย พ.ศ. พำนักที่เมืองมัสซูรี

พ.ศ. 2503
เดินทางถึงเมืองธรรมศาลา ก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบต

พ.ศ. 2510
เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นและไทย ทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และทรงพบกับท่านพุทธทาส

พ.ศ. 2515
เสด็จเยือนประเทศไทย พบท่านพุทธทาสเป็นครั้งที่สอง

พ.ศ. 2516
เสด็จเยือนประเทศแถบยุโรป

พ.ศ. 2532
ทรงได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ

พ.ศ. 2535
ทรงริเริ่มรากฐานประชาธิปไตยให้ชาวทิเบต เช่น จัดให้มีการเลือกตั้งรัฐมนตรีผ่านสภาผู้แทนแห่งทิเบต

พ.ศ. 2536
เสด็จเยือนประเทศไทย พำนัก ณ วัดบวนนิเวศวิหาร เมื่อได้พบกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงทักทายว่า "พี่ชายคนโตของข้าพเจ้า"

พ.ศ. 2533
ทรงจัดให้มีการเลือกตั้งรัฐมนตรีโดยตรงจากชาวทิเบต เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

พ.ศ. 2553
ทรงส่งจดหมายถึงสภาผู้แทนแห่งทิเบต เพื่อขอให้ถ่ายโอนอำนาจทางการปกครองฝ่ายอาณาจักรของพระองค์ และทรงลงพระนามในกฎหมาย มอบอำนาจการปกครองของพระองค์แก่ผู้ที่ได้รับเลือกตามระบอบประชาธิปไตย นับเป็นการสิ้นสุด 368 ปีแห่งประเพณีที่องค์ทะไลลามะเป็นผู้ปกครองทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร

อ่านเพิ่มเติม

มหาสมุทรแห่งปัญญา : แนวทางแห่งการดำเนินชีวิต / ทะไลลามะ ; บุลยา : แปล ; ร. จันเสน : บรรณาธิการ (สำนักพิมพ์ เนชั่นบุ๊คส์)

อัตชีวประวัติของทะไลลามะ อิสรภาพในการลี้ภัย / ทะไลลามะ ; ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน  : แปล (สำนักพิมพ์  สามสี)

Beyond Religion: Ethics for a Whole World / Dalai Lama (Houghton Mifflin Harcourt)

How to Be Compassionate: A Handbook for Creating Inner Peace and a Happier World / Dalai Lama (Simon and Schuster)

 

ดูเพิ่มเติม

Compassionate Ethics in Difficult Times


The Power of Forgiveness

 

  • Kundun (1997) (Movie)

แหล่งอ้างอิง

  • Freedom in Exile: The Autobiography of The Dalai Lama. Dalai Lama. HarperCollins, 1991.
  • The Essential Dalai Lama: His Important Teachings. Rajiv Mehrotra, Ed., Penguin, 2006.
  • The Universe in a Single Atom: The Convergence of Science and Spirituality. Dalai Lama. Potter/TenSpeed/Harmony,  2005.
  • http://www.dalailama.com

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน