ภิกษุณีผู้เป็นร่มไม้ใหญ่

ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

คำสอน

"มนุษย์ยุคนี้ยิ่ง ต้องมีจิตใจเมตตากรุณาให้มาก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มาก มนุษย์ยุคนี้จึงจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพให้มากกว่าเดิมเพื่อการเยียวยาโลกนี้"

"โลกเรายุคนี้ ถูกคุกคามด้วยภัยพิบัติมากขึ้น เหตุมาจากคนเรานั่นเอง ที่มีส่วนทำให้โลกเสียสมดุล เปลือกโลกเปรียบดังผิวหนังของคน หากมันเสียหายหรือบาดเจ็บ พวกเราก็จะต้องช่วยกันเยียวยารักษาอย่างเอาใจใส่  ผิวหนังนั้นก็จะฟื้นฟู ผิวใหม่ก็งอกงามขึ้นทดแทนในที่สุด ซึ่งนี่คือหน้าที่ของทุกคน ทุกคนจึงต้องมี จิตวิญญาณของอาสาสมัครที่มีจิตใจเมตตากรุณาอย่างแท้จริง และใช้ศักยภาพในตนอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อนมนุษย์ให้มาก"

ครั้งหนึ่งนายแพทย์ใหญ่ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของฉือจี้  กำลังจะเปิดคลินิกเด็กแห่งใหม่ ได้มาขอให้ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนให้กำลังใจแก่เขาและทีมงาน ท่านธรรมาจารย์ได้กล่าวตอบว่า "เรายินดีที่จะให้กำลังใจแก่คุณหมอ แต่แม้คุณหมอและคณะจะมีกำลังใจมากล้นเพียงใด ก็ยังไม่สำคัญเท่าความมุ่งมั่นในการทำงานที่หมอทุกท่านมีอยู่แล้ว"

คุณหมอหนุ่มท่านหนึ่ง ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ของฉือจี้ แล้วเลือกไปเป็นแพทย์ในประเทศหนึ่งในอเมริกากลาง โดยไปเปิดคลินิกรักษาโรคเบาหวาน ตอนนี้ทำงานจนครบกำหนดและกลับบ้านเกิดได้แล้ว แต่คุณหมอเห็นว่ายังมีคนยากจนที่เจ็บป่วยรอคุณหมอรักษาอีกมากมาย ท่านเลยตัดสินใจอยู่ที่นั่นทำงานต่อ เพราะความห่วงใยสงสารคนไข้ของท่าน นี่แหละคือตัวอย่างที่ดีงามของผู้ที่เป็นแพทย์นักเสียสละ ซึ่งโลกเราต้องการบุคคลเช่นนี้

การช่วยเหลือผู้คนต้องเกิดจากจิตใจที่ซื่อสัตย์ ความซื่อสัตย์ทำให้จิตวิญญาณมีความมุ่งมั่น ศีลเป็นตัวกำหนดให้คนมีจริยธรรม คนมีจริยธรรมจะอยู่ที่แห่งใดในโลกจิตใจของเขาก็จะมีความดี ความงดงาม ภารกิจของแพทย์พยาบาลทุกคนก็คือช่วยเหลือผู้ทุกข์ด้วยจิตอันกรุณา ช่วยคนยากไร้ด้วยใจอันเมตตา

"ขอบคุณแพทย์พยาบาลทุกคนที่เดินมาเส้นทางนึ้ เราไม่ได้ช่วยเหลือผู้คนแค่ชาวไต้หวันเท่านั้น แต่ช่วยคนทั้งโลก ช่วยมนุษยชาติ ผู้ป่วยคือพ่อแม่พี่น้องของเรา คือครอบครัวของเรา จงดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจกรุณา ช่วยคนยากไร้ด้วยหัวใจเมตตา"

ชีวประวัติ

ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน เกิดที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง ซึ่งอยู่ตอนกลางของไต้หวัน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 เมื่อเกิดมานั้นผู้เป็นพ่อแม่ได้ยกท่านให้เป็นบุตรบุญธรรมของอา ครั้นอายุ 15 ปี มารดาป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร ท่านได้ตั้งอธิษฐานจิต เพื่อให้มารดาหายป่วย โดยขอลดอายุของตนเองลง 12 ปี และจะกินมังสวิรัติตลอดชีวิต

ต่อมาเมื่อท่านเจิ้งเหยียน ในวัย 20 บิดาของท่านก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยโรคความดันโลหิตสูง และนำความเศร้าโศกให้แก่ท่านเป็นอันมาก ท่านจึงปลงผมตนเอง และถือบวช จากนั้น ก็ออกเดินจาริกแสวงบุญในถิ่นทุรกันดารทางแถบตะวันออกของไต้หวัน แม้เป็นนักบวชแล้วแต่ท่านก็ตัดสินใจไม่ออกบิณฑบาต เพราะเห็นว่าซึ่งชาวบ้านในดินแดนนั้นล้วนยากจนข้นแค้น ท่านจึงอยู่รอดด้วยการเก็บถั่วเก็บมันเทศที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวของชาวบ้าน

ต่อมา ท่านได้เดินทางไปคารวะพระอาจารย์ยิ่นซุ่น ที่เมืองฮั่วเหลียน ใน ค.ศ. 1961 ซึ่งพระอาจารย์ยิ่นซุ่น ให้ความเมตตาและรับเป็นพระอุปัชฌาย์ จากการได้กล่าวคำสอนว่า "จงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและมวลมนุษย์"

ท่านเจิ้งเหยียนได้อาศัยกระต๊อบน้อย หลังวัดผู่หมิงที่ฮั่วเหลียนเป็นที่พำนัก  เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมักจะเกิดภัยธรรมชาติต่างๆเสมอ การดำรงชีพจึงถือเป็นการฝึกขันติและเห็นถึงสัจธรรม เมื่อท่านต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทั้งความอดอยากทั้งภัยพิบัตินานาประการ 

แม้เป็นนักบวชแต่ก็จำเป็นจะต้องทำมาหาเลี้ยงชีพไปด้วย เช่น ปลูกผักไว้กินเอง ทำเสื้อกันหนาว ถุงใส่อาหารสัตว์ ถักรองเท้าเพื่อจำหน่าย (โดยนำเศษด้ายที่โรงงานทิ้งแล้ว)

เหตุการณ์สำคัญซึ่งทำให้ท่านตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะต้องอุทิศชีวิตเพื่อผู้ยากไร้ให้จงได้ก็คือ เหตุการณ์ในปี ค.ศ.1966 ท่านได้พบหญิงชาวบ้านคนหนึ่งแท้งลูกนอนจมกองเลือดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฟงหลิน โดยไม่มีใครสนใจใยดี เพียงเพราะเธอไม่มีเงินจ่ายค่ามัดจำ 8,000 เหรียญเพื่อเป็นค่าผ่าตัด ทั้งที่ญาติใช้เวลาเดินทางถึงเกือบ 8 ชั่วโมงเพื่อมารักษาที่นี่

หลังจากนั้นท่านอาจารย์เริ่มระดมทุน โดยประกาศคำขวัญว่า "เพียงเงิน 50 เซ็นต์ ก็โอบอุ้มคนยากไร้ได้" ผู้ที่ประเดิมบริจาคก็คือแม่บ้าน 30 คนที่เป็นสานุศิษย์ของท่านเอง นั่นอาจเป็นเพียงหยดน้ำเล็กๆที่เป็นจุดเริ่มต้นของสายธารใหญ่ เหตุเพราะคำขวัญ และเจตนาอันเป็นกุศล ปณิธานของท่านเจิ้งเหยียนจึงได้แผ่ขยายไปทั่วเมืองฮั่วเหลียน เงินสมทบทุนจึงหลั่งไหลมามิได้ขาด กระทั่งมูลนิธิฉือจี้ก็ได้ก่อตั้งขึ้นใน วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1966 นั่นเอง

กว่า 40 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฉือจี้มีเงินบริจาคอย่างต่อเนื่องหลายแสนล้านเหรียญ โดยมีสมาชิกทั่วโลกราว 10 ล้านคน มีอาสาสมัครหลายแสนคน  เพื่อบำเพ็ญสาธารณกุศลและส่งเสริมคุณธรรมบนเกาะไต้หวันและเผื่อแผ่ไปยังนานาประเทศ

ส่วนท่านเจิ้งเหยียนก็ยังคงดำรงตนอย่างสมถะ ที่พำนักเดิมของท่านนั่นก็คือ วัดจิ้งซือ (ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองฮั่วเหลียน) อันเป็นถิ่นยากไร้ทุรกันดาร และยังคงนโยบายเดิม คือ ไม่รับบริจาค ไม่รับบิณฑบาต  และไม่ใช้เงินของมูลนิธิภิกษุณี อาสาสมัคร และผู้มาฝึกฝนยึดหลักการพึ่งพาตนเอง รายได้มาจากการทำงานเกษตรและอุตสาหกรรมในครัวเรือน ดังเช่นเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ความไม่สะสมลาภยศ แต่มุ่งมั่นทำแต่ประโยชน์เพื่อส่วนรวมตลอดมานี้ ยังผลให้ ฉือจี้เป็นศูนย์รวมแห่งความเลื่อมใสและศรัทธา

ในปี ค.ศ.1999 ทางตอนใต้ของ ประเทศไต้หวัน ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของไต้หวันเมื่อปี ค.ศ.1999 มูลนิธิฉือจี้ชองธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนเป็นหน่วยอาสาสมัครแรก ที่เข้าไปช่วยเหลือ แล้วยัง ช่วยอย่างต่อเนื่องนานถึง 5 ปี โดยช่วยก่อสร้างโรงเรียนทดแทนโรงเรียนที่พังทลายให้ชุมชนต่างๆ มากถึง 51 แห่ง และโรงเรียนทุกแห่งที่ก่อสร้างทดแทนนั้น ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ป้องกันแผ่นดินไหวในอนาคต โดยใช้เงินงบฯเพื่อการนี้ถึงหลายหมื่นล้านเหรียญ

แม้เป็นองค์กรด้านศาสนา แต่มีการบริหารจัดการที่น่าทึ่งทันสมัย (knowledge management)  เช่น การให้ผู้ปฏิบัติธรรมหรืออาสาสมัครได้ผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดความรู้ หรือเล่าประสบการณ์การทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยท่านธรรมาจารย์จะช่วยสรุปหรือเสริมความคิดให้เล็กน้อย ทั้งหมดนี้ทำโดยผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ เช่น การสนทนาทางไกลผ่านทางจอภาพ (teleconference) ทำให้สมาชิกที่มีจำนวนเป็นแสนๆ คนได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ถือได้ว่าเป็นการทำการตลาดเชิงสังคม (social marketing) ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนบรรยายธรรมะถ่ายทอดสดไปออกทีวีต้าอ้ายทั่วไต้หวันและส่งสัญญาณไปอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก)

ปัจจุบันมูลนิธิฉือจี้ เปรียบดังต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านแตกแขนงให้ร่มเงาแห่งความร่มเย็นแก่ผู้คนและทุกสรรพสิ่ง โดยแบ่ง ภารกิจเป็น 8 กลุ่ม  

  1. งานการกุศล (charity)
  2. งานด้านการแพทย์ (medical)
  3. งานด้านการศึกษา (education)
  4. งานด้านมนุษยธรรม (humanitarian)
  5. งานการบรรเทาทุกข์สากล (international relief) 
  6. ธนาคารไขกระดูก (marrow registry)
  7. งานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (environmental protection)
  8. งานอาสาสมัครชุมชน (community volunteers)

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1937
เกิดที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง (อยู่ตอนกลางของประเทศไต้หวัน 

ค.ศ. 1952
มารดาป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร ท่านได้ตั้งอธิษฐานขอลดอายุของตนเอง และกินมังสวิรัติ เพื่อให้มารดาหายป่วย

ค.ศ. 1957
บิดาเสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูง ท่านจึงถือบวช และเดินจาริกแสวงบุญในถิ่นทุรกันดาร

ค.ศ. 1961
พระอาจารย์ยิ่นซุ่น ที่เมืองฮั่วเหลียน รับเป็นพระอุปัชฌาย์

ค.ศ. 1966
ก่อตั้งมูลนิธิฉือจี้ โดยเริ่มจากคำขวัญที่ว่า "เพียงเงิน 50 เซ็นต์ ก็โอบอุ้มคนยากไร้ได้"

ค.ศ. 1999
ประเทศไต้หวัน ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่  มูลนิธิฉือจี้ระดมก่อสร้างโรงเรียนทดแทน ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ป้องกันแผ่นดินไหว จำนวน 51 โรงเรียน

วาทะ

"คนเราก็เหมือนไม้เหล่านี้ ที่มีประเภทและขนาดที่แตกต่างกัน แต่ไม้ทุกชนิดล้วนคุณประโยชน์ทั้งนั้น คนเราก็เช่นกันแม้มีความแตกต่าง แต่ทุกคนล้วนมีคุณค่า ไม่มีใครเลยที่ไร้ค่า"

"มนุษย์ยุคนี้ยิ่ง ต้องมีจิตใจเมตตากรุณาให้มาก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มาก มนุษย์ยุคนี้จึงจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพให้มากกว่าเดิมเพื่อการเยียวยาโลกนี้"

"เกิดเป็นคน ควรมีฝ่ามือคว่ำ (ให้) มากกว่าจะเป็นคนมีฝ่ามือหงาย (รับ)"

ดูเพิ่มเติม

ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ฉือจี้ 1 16 นาที


20121114_ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน


20140627 ตั้งปณิธานแห่งความดี ให้ดำรงอยู่ตลอดกาล 人間菩提 發一善願成永恆

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน