มรรคาแห่งโพธิ

ปรมาจารย์ซวีอวิ๋น

คำสอน

"ถ้วยหล่นลงพื้น ด้วยเสียงอันชัดดัง อากาศก็ถูกบดขยี้ จิตอันบ้าหลงก็หยุดลง"

ไม่พ้นโลก

"ยังมีผู้คนที่รู้ในเรื่องดีและชั่ว ในเรื่องเหตุและผล พวกเขาทำบุญ ในพิธีทางพุทธศาสนา ในการถวายเครื่องบูชาแก่ภิกษุ ในการสร้างพระพุทธรูป และในการบูรณะวัดวาอาราม การกระทำของเขายังเป็นเหตุอันข้องเกี่ยวทางโลก และพวกเขาคาดหวังว่าจะได้รับความสุขเป็นผลตอบแทนในชีวิตหน้า ทั้งนี้เพราะเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบุญที่ปราศจากความปรารถนาอันไม่มีสิ่งใดเทียบได้ พวกเขาจึงไม่กระทำมัน"

ตระหนักรู้

"ทุกคนต่างกลัวความคิดที่เป็นอกุศล และรู้สึกว่ามันยากที่จะควบคุม แต่อาตมาขอบอกแก่เธอ มิตรที่รัก จงอย่าได้หวาดกลัวความคิดอกุศลนั้น และอย่าใช้ความพยายามใดๆ ที่จะควบคุมมัน แต่เธอจงตระหนักรู้มัน โดยไม่ต้องยึดมั่น ไม่ต้องทำตามหรือผลักไสมัน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ความคิดของเธอนั้นสิ้นสุดลง มันจะจากเธอไปและเธอจะดำรงอยู่ในความสงบเพียงลำพัง ดังคำกล่าวที่ว่า

‘การเกิดขึ้นแห่งอกุศลควรถูกตระหนักเห็นในทันที ทันที่ที่ตระหนักเห็นมัน มันก็จะมลายหายไป’

อย่างไรก็ตาม ในการฝึกปฏิบัติ หากว่าผู้ปฏิบัติสามารถแปรเปลี่ยนอกุศลให้กลายเป็นประโยชน์ของตัวเขาเองได้ เขาจะมองไปยังที่ที่ความคิดบังเกิดขึ้นและจะเห็นชัดว่า ความคิดนั้นไม่ได้มีธรรมชาติแห่งความเป็นอิสระของตัวมันเองเลย ในทันใดเขาจะเข้าใจแจ้งถึงความไม่มีอยู่จริงของความคิดเหล่านี้ อีกทั้งจะกลับค้นพบธรรมชาติ ธรรมชาติอันไร้จิต ซึ่งเป็นสิ่งเดิมแท้ของตัวเขา ตามมาด้วยการเผยให้เห็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์แห่งธรรมกายพุทธะของตนเอง ที่จะปรากฏขึ้น ณ จุดนี้"

ไม่อาจแบ่งแยก

"ในความเป็นจริงแล้ว จริงกับเท็จ ล้วนเหมือนกันโดยธรรมชาติ สรรพสัตว์และพุทธะไม่ใช่สิ่งที่แยกเป็นสอง ชีวิต ความตายและนิพพาน การตรัสรู้และกิเลส ทั้งหมดก็เช่นเดียวกัน คือ ล้วนอยู่ที่จิตเดิมแท้และธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเรา และมันไม่อาจแบ่งแยกได้ ไม่อาจทั้งถูกชอบหรือถูกชังไม่อาจทั้งถูกยึดมั่นหรือถูกปฏิเสธ จิตนี้บริสุทธิ์ สะอาด และโดยพื้นฐานแล้วคือพุทธะ ไม่จำต้องอาศัยแม้ธรรมะเพียงสักข้อหนึ่งในการแสวงหาการตรัสรู้ แล้วใยต้องทำให้ซับซ้อนวุ่นวายเล่า จงดูสิ!"

ถ้อยคำสุดท้าย

"จงฝึกฝนในศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อขจัดความโลภ ความโกรธ และความหลง"

ชีวประวัติ

พระอาจารย์ซวีอวิ๋น นามเดิม เซียว กู่หยาน เกิดวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1840 ที่ จังหวัดเฉวียนโจว มณฑล ฝูเจี้ยน ประเทศจีน บิดาของท่านรับราชการ มารดาของท่านเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดท่าน ลุงของท่านซึ่งไม่มีทายาทได้รับเลี้ยงท่านไว้เหมือนบุตรคนหนึ่ง ครั้นเมื่ออายุ 11 ปี ย่าของท่านเสียชีวิต และสองปีต่อจากนั้นจึงมีการเคลื่อนย้ายโรงศพ เพื่อจัดพิธีฝังศพ ซึ่งในงานได้มีการนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีทางศาสนา

นั่นนับเป็นครั้งแรกที่เด็กชายกู่หยานได้เห็นพระสงฆ์และเครื่องประกอบพิธีต่างๆ และท่านรู้สึกมีความสุขมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อพบว่าที่บ้านของท่านเองมีพระสูตรในพุทธศาสนาอยู่หลายเล่ม ท่านจึงตั้งใจอ่านและเกิดเป็นความประทับใจอย่างยิ่ง ในปีเดียวกันนั้นเอง ลุงของท่านได้พาท่านไปยัง หนานเยว่ และได้พำนักอยู่ที่อารามแห่งหนึ่ง ท่านรู้สึกไม่ปรารถนาจะกลับบ้าน แต่ท่านก็ไม่กล้าบอกความรู้สึกนี้ให้แก่ลุงของท่าน

ใฝ่ธรรม

ครั้นเมื่อท่านอายุ 14 ปี บิดาของท่านทราบว่าท่านมีความปรารถนาที่จะออกจากบ้านไปบวช และเพื่อที่จะรั้งท่านไว้ บิดาของท่านจึงให้นักบวชเต๋ามาสอนหลักธรรมแห่งเต๋าและสมาธิที่บ้าน ท่านเรียนอยู่จนกระทั่งอายุ 17 ปี แต่ก็รู้สึกว่า สิ่งนี้ไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด วันหนึ่งเมื่อท่านเห็นว่าสบโอกาส ท่านจึงเก็บสัมภาระและหนีออกจากบ้านเพื่อไปยังหนานเยว่ แต่เมื่อไปได้เพียงครึ่งทางก็มีคนตามจนพบ ท่านจึงถูกส่งกลับบ้าน หลังจากเหตุการณ์นี้ บิดาของท่านจึงจับท่านแต่งงานกับสตรีสองคน แต่กระนั้น แม้เมื่อแต่งงานแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีความรู้สึกในทางกามารมณ์กับสตรีทั้งสอง ตรงกันข้าม ท่านกลับสอนพุทธธรรมให้แก่ภรรยาของท่าน ซึ่งทั้งคู่ก็เข้าใจและปฏิบัติตนอย่างดีงาม

ท่านมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน และเขาก็มีความปรารถนาจะละทางโลกเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออายุ 19 ปี ทั้งคู่จึงหลบหนีเพื่อเดินทางไปยังภูเขากู่ และท่านได้แต่ง "บทเพลงแห่งถุงหนัง (คือร่างกาย)" ทิ้งไว้ให้แก่ภรรยาทั้งสองของท่าน ในที่สุดท่านและลูกพี่ลูกน้องได้เดินทางถึงอารามหย่งฉวน บนเขากู่ และได้รับการปลงผมโดยพระอาจารย์ฉางไค และพออายุ 20 ปี ท่านก็ได้รับการอุปสมบทโดยพระอาจารย์เมี่ยวเหลียน ได้รับนามทางธรรมว่า กู่เหยียน เหยี่ยนเช่อ เต๋อชิง ในเวลาเดียวกัน บิดาของท่านก็ได้ส่งคนออกตามหา ท่านจึงซ่อนตัวอยู่ในถ้ำหลังเขา ส่วนลูกพี่ลูกน้องของท่าน หลังจากบวชแล้วได้ออกเดินทางจาริกและท่านไม่เคยได้ทราบข่าวของเขาอีกเลย

บำเพ็ญพรต

3 ปี ที่ท่านอยู่ในถ้ำ ได้ฝึกปฏิบัติตนอย่างเข้มงวด และสำเร็จประกอบพิธีขอขมากรรม พระอาจารย์เมี่ยวเหลียนได้ส่งพระรูปหนึ่งมาบอกว่าให้ท่านอออกจากถ้ำกลับอาราม เพื่อเริ่มต้นรับใช้ผู้อื่น หลังจากนั้น 2 ปี ท่านก็ได้ทราบข่าวว่าบิดาของท่านสิ้นชีวิต ส่วนภรรยาใหม่ของบิดาท่าน รวมทั้งภรรยาทั้งสองของท่านเองได้ออกบวชเป็นภิกษุณี

หลังจากที่ท่านออกจากถ้ำ ท่านได้ทำหน้าที่หลายอย่างในอาราม ทั้งตักน้ำ ปลูกผัก ดูแลความสะอาดวัด โดยทำอย่างแข็งขัน ในส่วนการปฏิบัติของตนเอง ท่านก็ฝึกตนอย่างเคร่งครัด ท่านฉันเพียงข้าวต้มถ้วยเดียวต่อวัน ในเวลานั้นเอง ท่านได้พบกับพระอาจารย์ กู่เยว่ ซึ่งรู้จักกันว่าเป็นผู้ที่บำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวด ท่านจึงตัดสินใจดำเนินตามแบบอย่างพระอาจารย์กู่เยว่ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงหวนกลับไปในภูเขาอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงเวลาแห่งการฝึกตนอย่างยิ่งยวดนี้ ท่านฉันเพียงใบสน หญ้า และสมุนไพรเป็นอาหาร ดื่มน้ำจากธารน้ำในหุบเขา ทั้งตัวมีเพียงจีวรห่มคลุม หลีกเลี่ยงที่จะพบปะกับใคร ท่านฝึกตนเช่นนี้อยู่เป็นเวลา 3 ปี ได้รับประสบการณ์และความก้าวหน้าทางจิตเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นท่านได้จาริกไปยังเวินโจว และอาศัยอยู่ในถ้ำที่นั่น ซึ่ง ณ ที่นี่เองท่านได้พบกับพระรูปหนึ่ง และพระรูปนั้นได้แนะนำให้ท่านเดินทางไปหาพระอาจารย์หยางจิ้ง ที่วัดหลงฉวน ยอดเขาหวาติ่ง แห่งภูเขาเทียนไท ท่านจึงได้ออกเดินทางไปตามคำบอก และได้พบกับพระอาจารย์หยางจิ้งในที่สุด

มรรคที่แท้

พระอาจารย์ได้เตือนท่านว่า การถือพรตอย่างอุกฤษฏ์ของท่าน ถือเป็นทางอันพลาดผิดที่ทำให้ท่านต้องเสียเวลาร่วมสิบปี และก็จะสำเร็จเป็นเพียงฤษีจำพวกหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้พระอาจารย์ยังสอนท่านถึงมรรคาแห่งพระโพธิสัตว์อันมีปณิธานแห่งการช่วยเหลือผู้อื่น การข้ามสู่ความเป็นพุทธะโดยไม่ละทิ้งสรรพสัตว์ พระอาจารย์ยังได้มอบจีวร รองเท้า แล้วสั่งให้ท่านโกนศีรษะ และได้มอบปริศนาธรรม "ใครหนอที่กำลังลากศพนี้ไป" ให้แก่ท่าน ในช่วงวัย 32 ถึง 42 ปีนี้ ท่านได้ฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งในด้านวินัย ด้านพระสูตร และการฝึกฉาน (เซ็น) และยังได้ออกเดินทางไปเรียนกับพระอาจารย์สำคัญรูปต่างๆ ตามคำแนะนำของพระอาจารย์หยางจิ้งด้วย

แทนคุณ

กว่ายี่สิบปีที่ท่านจากครอบครัวและภรรยามา บัดนี้ในวัย 43 ปี ท่านพบว่าความรู้สึกละอายใจที่ท่านหนีจากครอบครัวมาเช่นนั้น แต่กลับมีความก้าวหน้าทางธรรมเพียงเล็กน้อย ท่านจึงวางแผนจาริกแสวงบุญเพื่อเป็นการไถ่ความผิดของตน และอีกประการหนึ่งเพื่ออุทิศกุศลในการจาริกให้แก่มารดาของท่าน โดยเริ่มต้นการจาริกจากเขาผู่ถวอ ในทะเลทางตะวันออก สู่เขาอู่ไถในทางเหนือ โดยท่านจะก้มกราบในทุกๆ 3 ก้าว และสวดภาวนาพระนามพระโพธิสัตว์ด้วยจิตอันเป็นหนึ่งไปตลอดทางจนถึงที่หมาย

ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ ท่านต้องพบกับความยากลำบากต่างๆ เช่น ครั้งหนึ่งท่านติดอยู่ในพายุหิมะอันโหมกระหน่ำ ทั้งหนาวและหิว เพราะไม่สามารถหาอะไรรับประทานได้เป็นเวลา 7 วัน จนล้มป่วย แต่แล้วกลับมีขอทานคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ขอทานผู้นี้นามว่าเหวินจี๋ เหวินจี๋บอกว่าตนเองนั้นมาจากเขาอู่ไถ และทุกคนที่นั่นรู้จักเขาดี ท่านซวีอวิ๋นมีความยินดีมาก จึงถามหนทางไปเขาอู่ไถจากขอทานผู้นี้ เหวินจี๋ยังทำข้าวต้มให้ท่านรับประทาน โดยใช้น้ำแข็งมาต้ม ในตอนนั้นเองเหวินจี๋ชี้ไปที่หม้อต้มแล้วถามท่านว่า

"ท่านมีสิ่งนี้ที่ผู่ถวอหรือเปล่า?"
"ไม่ " ท่านตอบ
"แล้วท่านดื่มอะไรที่นั่น? " เหวินจี๋ถาม
"น้ำ " ท่านตอบ
เมื่อน้ำแข็งในหม้อละลายเป็นน้ำแล้ว เหวินจี๋ชี้ไปที่น้ำแล้วถามว่า "สิ่งนี้คืออะไร? "
แต่ท่านซวีอวิ๋นไม่ได้ตอบอะไร

จากนั้น เหวินจี๋ได้พยายามพูดให้ท่านกลับใจล้มเลิกการเดินทาง แต่ท่านย้ำถึงคำอธิษฐานของท่านในการแทนคุณมารดา แล้วทั้งสองก็แยกทางกัน

ในปีถัดมาระหว่างที่ท่านพักอยู่ในวัดร้างบนยอดเขา ท่านล้มป่วยด้วยโรคมาลาเรียจนถึงตัดสินใจนอนรอความตายอย่างไม่หวาดหวั่น แต่ในเวลานั้นเองเหวินจี๋ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเขาได้ให้ยาและน้ำร้อนแก่ท่านเพื่อดื่ม พร้อมดูแล หุงข้าว ซักเสื้อผ้าของท่านเช่นนี้ตลอดสี่วันจนท่านหายดีขึ้น และเริ่มต้นออกเดินทางด้วยการเดินกราบอีกครั้ง โดยมีเหวินจี๋ช่วยหิ้วสัมภาระของท่านไปด้วย แต่พอเดินทางมาถึงวัดหลีเซียง เจ้าอาวาสวัดกลับไม่อนุญาตให้เหวินจี๋พักด้วย เหวินจี๋จึงขอแยกจากไปอยู่ที่โรงเตี๊ยม แต่คืนนั้นเองท่านตัดสินใจไม่พักที่วัด แล้วออกตามหาเหวินจี๋ตามโรงเตี๊ยม แต่ก็ไม่พบเขาอีกเลย ระหว่างนี้ท่านเดินทางผ่านวัดและอารามอีกหลายแห่ง ทั้งที่ยินดีต้อนรับและไม่ยินดีต้อนรับท่าน ได้พบกับผู้คนทั้งที่มีไมตรีและไร้ไมตรี จนในที่สุดท่านได้เดินทางถึงเขาอู่ไถ

ที่เขาอู่ไถ ท่านได้ไปยังวัดต่างๆ และลองสอบถามเกี่ยวกับเหวินจี๋แต่กลับไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งท่านได้พบกับพระสงฆ์มากพรรษารูปหนึ่งซึ่งพอได้ยินเรื่องที่ท่านสอบถาม พระสงฆ์รูปนั้นก็ยกมือขึ้นประนมแล้วกล่าวว่า "นั่นคือพระมัญชุศรีโพธิสัตว์จำแลงมาเป็นแน่แท้"

ผลจากการเดินกราบและการสวดภาวนาตลอดทาง ท่านได้ลุถึงจิตอันเป็นหนึ่งอันบริสุทธิ์และไม่หวั่นไหว ท่านได้ไปยังอารามและวัดต่างๆ บนเขาอู่ไถ ทั้งยังได้พบและฝึกฝนกับพระอาจารย์หลายรูป

ในปี 1888 หลังจากสำเร็จการจาริก ณ เขาอู่ไถที่ท่านตั้งใจ ท่านได้เดินทางต่อไปยังสถานที่อื่นๆ เช่น ภูเขาเอ๋อเหมย ในเสฉวน โปตาลาในทิเบต ลงมาถึงอินเดีย ลังกา และพม่า และในเดือนเจ็ดของปี 1890 นั้นเอง ท่านจึงเดินทางกลับจีน และยังคงแวะยังอารามและวัดต่างๆ เพื่อศึกษาและฝึกตน เกี่ยวกับการเดินทางในช่วงเวลาสองปีนี้ ท่านอธิบายว่า "ทัศนียภาพนั้นแปรเปลี่ยนทุกวัน แต่จิตของฉันนั้นบริสุทธิ์ดั่งจันทร์อันกระจ่างกลางนภา"

กระจ่างแจ้ง

ครั้งหนึ่งในปี 1895 เมื่อท่านอายุ 56 ปี ท่านได้ถูกร้องขอให้ไปช่วยฝึกสมาธิที่วัดเกาหมิน ระหว่างการเดินทางในครั้งนั้นท่านพลัดตกแม่น้ำและสลบลอยไปตามแม่น้ำตลอดวันและคืน จนกระทั่งชาวประมงใช้แหจับตัวท่านไว้ได้ และช่วยกันพาท่านไปที่วัดใกล้ๆ ท่านมีเลือดออกที่ปาก จมูก ทวารเบาและทวารหนัก เมื่อท่านพักรักษาตัวจนพอมีแรงแล้ว ท่านจึงออกเดินทางในสภาพร่างกายที่เจ็บป่วยสู่วัดเกาหมิน ท่านได้ถูกร้องขอให้คุมการฝึกสมาธิดังเช่นที่ได้แจ้งไว้แล้ว

แต่ท่านปฏิเสธไปอย่างสุภาพโดยขอเพียงเข้าร่วมนั่งสมาธิด้วยเท่านั้น ท่านไม่ได้เอ่ยปากเรื่องที่ตนเองพลัดตกน้ำและบาดเจ็บเลย ซึ่งตามกฎอันเคร่งครัดของวัดเกาหมิน ผู้ที่รับปากและปฏิเสธหน้าที่จะต้องรับโทษโดยการตีด้วยไม้ยาว ท่านยอมรับการลงโทษโดยไม่ขัดขืน อันเป็นผลจากการฝึกขันติบารมีอันยิ่งยวดของท่าน การถูกตีในครั้งนี้ทำให้อาการเจ็บของท่านหนักขึ้น ท่านรักษาตนเองด้วยการนั่งสมาธิอย่างมั่นคงตลอดวันและคืน และได้ประสบกับปรากฏการณ์ทางจิตอันเป็นลำดับ เริ่มจากรู้สึกเหมือนลอยอยู่ในอากาศ

จากนั้นในเย็นวันหนึ่ง เมื่อท่านลืมตาขึ้นจากสมาธิ ท่านก็มองเห็นแสงสว่างแจ้งในทั่วทุกแห่ง ทะลุผ่านกำแพงอย่างกระจ่างชัด เห็นทุกสิ่งทั้งนอกวัดและในวัด ท่านทราบว่าตนเองลุไปอีกขั้นหนึ่งของการปฏิบัติ ทว่ายังไม่ใช่จุดอันสูงสุด ท่านจึงปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ กระทั่งในเย็นวันหนึ่งเมื่อช่วงเวลาแห่งการนั่งสมาธิสิ้นสุดลง พระลูกวัดรูปหนึ่งเข้ามาเติมน้ำชาให้แก่ท่าน จังหวะนั้น น้ำร้อนได้กระเด็นถูกมือท่าน ท่านปล่อยถ้วยชาหลุดมือลงกระทบพื้นและแตกกระจาย เสียงแก้วแตกนั้นทำให้ความสงสัยทั้งปวงของท่านในรากเหง้าแห่งจิตพลันสิ้นไป ท่านรู้สึกเบิกบานประหนึ่งว่าตื่นขึ้นจากความฝัน  บัดนี้ท่านได้แจ้งในเป้าหมายอันสูงสุดแล้ว จากนั้นท่านได้ประพันธ์คาถาขึ้นว่า...

"ถ้วยหล่นลงพื้น
ด้วยเสียงอันชัดดัง
อากาศก็ถูกบดขยี้
จิตอันบ้าหลงก็หยุดลง"

ตามด้วยอีกหนึ่งคาถาว่า...

"ร่วงลงจากมือ ถ้วยก็แตกละเอียด
ยากที่จะเอ่ย เมื่อครอบครัวสลายหรือเมื่อผู้คนตาย
ฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมกับบุปผากลิ่นหอมผลิบานในทุกหนแห่ง
ภูเขา แม่น้ำ และผืนแผ่นดิน ล้วนคือตถาคต"

หลังจากที่ท่านรู้แจ้งแล้ว ท่านก็เริ่มต้นกระทำกิจแห่งโพธิสัตว์โดยทันที โดยสิ่งแรกที่ท่านทำคือ สวดบูชาพระพุทธเจ้าเพื่อให้มารดาที่ท่านไม่เคยพบหน้าได้หลุดพ้น ท่านเดินทางไปที่วัดอายู่หวง (พระเจ้าอโศก) เพื่อบูชากระดูกข้อนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าและเพื่อเผานิ้วของท่านเป็นเครื่องบูชาพระพุทธองค์ ในทุกๆ วันท่านจะก้มกราบเป็นจำนวนสามพันครั้งจนปวดไปทั่วร่างและล้มป่วย หัวหน้าพระที่นั่นจึงไม่อนุญาตให้ท่านเผานิ้วบูชา ทว่าท่านได้ย้ำถึงความตั้งใจของท่านโดยไม่สนใจในความเจ็บป่วยของร่างกาย ท่านกล่าวว่า "ใครเล่าที่อาจหนีพ้นจากความตาย? กระผมเพียงปรารถนาแสดงความกตัญญูแทนคุณของมารดา กระผมควรจะมีชีวิตอยู่หรือหากละทิ้งความตั้งใจนี้ กระผมพร้อมแล้วที่จะตาย" และท่านก็ได้รับอนุญาตในที่สุด

กิจแห่งโพธิสัตว์

ในช่วงอายุ 60 ปี ท่านทำหน้าเพื่อพระศาสนาและสรรพสัตว์ ตามกิจแห่งโพธิสัตว์ ทั้งสาธยายพระสูตร มอบศีล สร้าง และ บูรณะปฏิสังขรณ์วัด ก่อตั้งพุทธสมาคม ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ในจีน แต่ยังรวมถึงในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง จนทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

ขันติ กรุณา

มีเหตุการณ์สองครั้งสำคัญ ที่ท่านต้องเผชิญกับอุปสรรคและการถูกทรมาน ครั้งแรกในปี 1911 ในช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติราชวงศ์ชิง วัดและอารามต่างๆถูกทำลาย ภิกษุและภิกษุณีถูกทำร้ายหรือคร่าชีวิต ขณะที่ท่านอยู่ในยูนนานเพื่อสอนธรรมะ กองทหารซึ่งนำโดย หลี่เกินหยวน ได้เข้าทำลายโบสถ์วิหารและรูปเคารพต่างๆ หลายคนแนะนำให้ท่านหลบหนี แต่ท่านปฏิเสธ ซ้ำยังเป็นผู้เดินทางไปหาหลี่เกินหยวนถึงที่พัก ท่านได้ตอบคำถามต่างๆด้วยความรู้อันลึกซึ้งทางพุทธธรรม อันเป็นเหตุให้หลี่เกินหยวนหยุดการทำลายวัดในที่สุด แล้วตัวเขาเองกลับกลายเป็นผู้ศรัทธาในพุทธธรรม พร้อมทั้งกลายเป็นศิษย์ของท่าน และให้ความช่วยเหลือในการบูรณะซ่อมแซมวัดที่ถูกทำลาย

ครั้งที่สองคือในปี 1952 ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ท่านอายุ 112 ปี และพำนักอยู่ที่อารามอวิ๋นเหมิน เพื่อทำพิธีมอบศีล ในเวลานั้นมีคนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นความเข้าใจผิดของทางการ เพราะเชื่อว่ามีการซ่องสุมกำลังต่อต้านที่วัดแห่งนี้ ทางการท้องถิ่นจึงส่งชายฉกรรจ์กว่า 100 คนมายังวัดพร้อมอาวุธอย่างเต็มที่ เข้าตรวจค้น ยึดเสบียงและข้าวของต่างๆ แม้ว่าจะไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ แต่ทีมตรวจค้นก็ยังทำการสอบสวนทุกคนในวัดโดยกักขังและทรมาน มีภิกษุที่บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายรูป ส่วนท่านซวีอวิ๋น แม้ในขณะนี้จะชรามากแล้ว ก็ไม่ได้รับการละเว้น ท่านถูกจับขังในห้อง ไม่มีน้ำและอาหาร ไม่มีที่ให้ขับถ่ายโดยเฉพาะ จากนั้นท่านถูกสอบสวนและทุบตีด้วยท่อนไม้และเหล็กจนเลือดไหลอาบศีรษะและใบหน้า ซี่โครงของท่านหัก ทว่าท่านยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิอย่างดิ่งลึก เหล่าชายฉกรรจ์ยังคงตีท่านอย่างรุนแรงสี่ครั้ง แล้วโยนท่านลงกับพื้น ด้วยเห็นว่าท่านเจ็บหนักและคงไม่รอด พวกเขาจึงทิ้งท่านไว้ในห้องแล้วออกไป จากนั้นพวกศิษย์ของท่านจึงเข้ามาพยุงร่างของท่านไปที่เตียงแล้วช่วยให้ท่านอยู่ในท่าสมาธิ  

ในวันที่ห้า เมื่อพวกเจ้าหน้าที่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ จึงได้เข้ามาทุบตีท่านอีก ซ้ำยังเตะและกระทืบท่านด้วยรองเท้าบู๊ตหนักๆ ครั้งนี้ท่านนอนจมกองเลือดจนคนพวกนั้นเข้าใจว่าท่านต้องตายแน่แล้ว จึงทิ้งท่านไว้แล้วจากไป และเช่นเคย เหล่าศิษย์ของท่านได้เข้ามาช่วยให้ท่านนั่งอยู่ในท่าสมาธิได้อีกเหตุการณ์นี้ดำเนินไปร่วม 3 เดือน

ในเช้าตรู่วันที่สิบ ท่านค่อยๆ เอนลงนอนตะแคงทางด้านขวา แล้วไม่ขยับอิริยาบถอีกเลยตลอดวัน คืนหนึ่ง เมื่อศิษย์ของท่านมาพบจึงตรวจลมหายใจของท่านดู ก็พบว่าท่านไม่มีลมหายใจ ทว่าสีหน้าของท่านยังดูสดชื่นดังเดิมและตัวของท่านก็ยังอุ่นอยู่

ในเช้าวันที่สิบเอ็ด ท่านส่งเสียงครวญออกมาเบาๆ ศิษย์ของท่านช่วยกันพยุงท่านให้นั่งอยู่ในท่าสมาธิ พวกเขาบอกท่านว่าท่านอยู่ในสมาธิและเอนนอนไปนานมาก แต่ท่านกลับบอกพวกเขาว่าท่านรู้สึกเหมือนแค่ไม่กี่นาที  บัดนี้การฟื้นขึ้นของท่านได้ทราบกันแล้วในหมู่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พวกเขาเกิดความหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ พวกเขาถามพระรูปหนึ่งว่า "เหตุใดพระสงฆ์ชรารูปนี้จึงไม่ตายด้วยการตีของพวกเรา?" และพระรูปนั้นได้ตอบว่า "เพราะท่านอาจารย์อดทนต่อความทุกข์เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ และยังช่วยให้พวกคุณพ้นจากความยากลำบากต่างๆ ในไม่ช้านานพวกคุณจะทราบว่าเหตุใดท่านจึงไม่ตายด้วยการตีของพวกคุณ" แล้วถ้อยคำของพระรูปนี้ก็เป็นจริง

เมื่อข่าวเหตุการณ์ที่วัดอวิ๋นเหมินได้แพร่สะพัดออกไปถึงปักกิ่งและโพ้นทะเล เหล่าศิษย์ของท่านจึงได้รวมตัวเพื่อช่วยเหลือท่าน รัฐบาลปักกิ่งจึงได้ส่งโทรเลขมาสอบถามความจริงจากฝ่ายท้องถิ่น และต่อมาไม่นานนักทางปักกิ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่มายังวัดอวิ๋นเหมิน เพื่อสืบความจริงในเรื่องนี้ แต่เมื่อพวกเขาถามท่านซวีอวิ๋นว่า ท่านได้รับการดูแลอย่างเลวร้ายหรือเปล่า? มีทรัพย์สินใดของวัดที่หายไปบ้างหรือเปล่า ท่านกลับตอบพวกเขาว่า "ไม่"  และภายหลังจากการสอบถาม เจ้าหน้าที่จากปักกิ่งได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปล่อยพระทั้งหมด นับเป็นการสิ้นสุดของ "เหตุการณ์ที่อวิ๋นเหมิน" ที่กินระยะเวลายาวนาน 3 เดือน

บั้นปลาย

จากเหตุการณ์ที่อวิ๋นเหมิน ในระยะแรกท่านไม่สามารถมองเห็น และไม่อาจได้ยินได้ชัดเจน ท่านฉันไม่ได้แม้แต่ข้าวต้ม จึงทำได้แค่เพียงดื่มน้ำ ต่อมาอาการของท่านค่อยๆฟื้นขึ้น และยังคงกระทำกิจแห่งโพธิสัตว์อย่างแข็งขัน แม้ท่านต้องพบกับอุปสรรค ความเจ็บป่วย การถูกกลั่นแกล้งและทรมานอยู่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านก็ไม่เคยใส่ใจต่อความทุกข์และอุปสรรคเหล่านั้นเลย

ท่านซวีอวิ๋น ละสังขารในบ่ายวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1959 รวมอายุของท่านได้ 120 ปี และ 101 พรรษา

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1840
เกิด มารดาเสียชีวิต

ค.ศ. 1852
ได้พบเห็นพระภิกษุครั้งแรก เกิดความสุขใจ เริ่มอ่านพระสูตร และเข้าวัดครั้งแรก

ค.ศ. 1853
ศึกษาเต๋า

ค.ศ. 1856
หนีออกจากบ้านเพื่อไปวัด แต่ถูกพบระหว่างทาง ถูกจับแต่งงาน

ค.ศ. 1858
หนีออกจากบ้านพร้อมญาติ ไปอารามหย่งฉวน ได้รับการปลงผม

ค.ศ. 1859
ได้รับการอุปสมบท ได้นามว่า กู่เหยียน เหยี่ยนเช่อ เต๋อชิง พักอยู่ในถ้ำหลังเขา

ค.ศ. 1862
ออกจากถ้ำ ฝึกตนในอาราม

ค.ศ. 1864
บิดาเสียชีวิต

ค.ศ. 1866
ทำงานอย่างหนักในอาราม

ค.ศ. 1867 - 1870
ตัดสินใจกลับไปฝึกตนในเขา บำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวด

ค.ศ. 1871
พบกับพระรูปหนึ่ง แนะนำให้ไปหาพระอาจารย์หยางจิ้ง ที่วัดหลงฉวน

ค.ศ. 1871 - 1881
พบอาจารย์หยางจิ้ง ได้พบพุทธมรรคที่แท้ ฝึกฝนอย่างจริงจัง

ค.ศ. 1882
ออกจาริกไถ่โทษตนและแทนคุณมารดา โดยวางแผนเดินทางจากเขาผู่ถวอ สู่เขาอู่ไถ

ค.ศ. 1883
ระหว่างทางพบพายุหนัก และพบกับขอทานเหวินจี๋

ค.ศ. 1884
ล้มป่วยด้วยมาลาเรีย ขอทานเหวินจี๋ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

ค.ศ. 1885
ถึงเขาอู่ไถ

ค.ศ. 1886 - 1887
เดินทางไปยังวัดต่างๆ บนเขาอู่ไถ เพื่อศึกษาและฝึกตน

ค.ศ. 1888 - 1890
ออกเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ทั้งในจีน ทิเบต อินเดีย พม่า แล้วกลับเข้าจีน

ค.ศ. 1890 - 1895
เดินทางไปยังอารามต่างๆ เพื่อศึกษาและฝึกตน

ค.ศ. 1896
ถูกร้องขอให้ไปช่วยฝึกสมาธิที่วัดเกาหมิน พลัดตกน้ำระหว่างทาง และถูกช่วยไว้โดยชาวประมงป่วยหนัก แต่ไม่บอกใคร ได้รับโทษเพราะปฏิเสธที่จะช่วยสอน, นั่งสมาธิ เกิดประสบการณ์ทางจิตเป็นลำดับ เมื่อได้ยินเสียงถ้วยชาตกกระแทกพื้น จิตพลันตื่นและรู้แจ้ง

ค.ศ. 1897
เดินทางสู่วัดพระเจ้าอโศก กราบพันครั้งในทุกวัน และเผานิ้วตนเองเป็นพุทธบูชา

ค.ศ. 1898 - 1911
เผยแผ่พุทธศาสนา และทำงานเพื่อพระศาสนาทั้งในจีนและต่างประเทศ

ค.ศ. 1911
สมัยปฏิวัติราชวงศ์ชิง (ปฏิวัติซินไฮ่) วัดถูกทำลาย ท่านเป็นผู้เข้าไปพบผู้บัญชาการกองทหาร แล้วทำให้เขากลับใจ

ค.ศ. 1952
เหตุการณ์ที่อวิ๋นเหมิน ถูกตีและทรมานจนสาหัส แต่ด้วยกำลังแห่งสมาธิจึงทรงสังขารไว้ได้ และยังคงทำงานเพื่อพระศาสนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ค.ศ. 1959
มรณภาพ

วาทะ

ถ้วยหล่นลงพื้น ด้วยเสียงอันชัดดัง อากาศก็ถูกบดขยี้ จิตอันบ้าหลงก็หยุดลง

อรหันต์กับผู้เริ่มปฏิบัติก็มีจิตที่เหมือนกัน
มาถามหาความแตกต่างในวิธีการก็เหมือนถามหาเส้นดายทั้งที่เจ้ามีเชือกฟางเส้นหนา
ธรรมะนั้นมีอยู่แล้วแก่ใจ

อ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน