ปราชญ์โพธิจิต

พระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยน

คำสอน

"ความคิดทั้งหลายล้วนเป็นมายา การตระหนักรู้คือการที่รู้ว่า เธอมีความคิดอันเป็นมายาเหล่านั้นอยู่"

การปฏิบัติ

"หากเธอต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวเธอเอง ในขณะที่เธอนอนรอความตายอยู่ การทำสมาธิหรือการสวดพระนามของพระโพธิสัตว์กวนอิมอาจเป็นวิธีที่ใช้ได้ แต่ก็อาจไม่เป็นผลอะไรนัก สิ่งที่เป็นผลสำคัญจริงๆ นั้นมาจากการปฏิบัติของเธอในขณะที่มีชีวิตนั่นแหละ ซึ่งก็คือปณิธานและความบริสุทธิ์จริงใจที่เธอได้กระทำในปณิธานเหล่านั้น ถ้าเธอยังกลัวความตายหรือยังมีความกังวลว่าเธอจะไปสู่ที่ใดหลังจากที่เธอตาย และคิดว่ามีบางอย่างที่เธอควรต้องทำ นี่ไม่ใช่จิตวิญญาณแห่งเซ็นที่แท้จริงเลย วิถีแห่งเซ็นนั้นคือการฝึกฝนทัศนคติอันไม่หวาดหวั่นต่อชีวิตและความตาย แม้ว่าเธอจะได้ประสบกับมันก็ตาม ซึ่งทัศนคติที่กล่าวนี้ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติอย่างพากเพียรจริงจังเท่านั้น"

“มันดีอย่างยิ่งที่จะไม่แสวงหาสิ่งใดจากการปฏิบัติ ยิ่งเราแสวงหาการบรรลุทางจิตวิญญาณมากเพียงใด เราก็ยิ่งดำรงอยู่ในมายามากขึ้นเพียงนั้น หนำซ้ำเราจะยิ่งหลงออกจากการแลเห็นธรรมชาติแห่งพุทธะ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราควรรักษาไว้ซึ่งท่าทีอันสงบมั่นคงและเพียงดำเนินตามคำสอนของพระพุทธองค์ อย่าได้นำตัวเองไปข้องเกี่ยวกับความก้าวหน้า หรือการกำจัดสิ่งรบกวนชวนรำคาญทั้งหลาย จงปล่อยทิ้งความข้องเกี่ยวเหล่านี้ แล้วสิ่งรบกวนเหล่านั้นจะบรรเทาลงไปโดยตัวมันนั่นเอง และเราก็จะสร้างความก้าวหน้าขึ้น แม้ว่าไม่ได้คาดคิดถึงการสร้างความก้าวหน้านั้นเลย ถ้าเรามีความห่วงกังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้า ความผิดหวังก็อาจจะมีขึ้นได้ และเราอาจจะท้อแท้กระทั่งบ่ายหน้าหนีการปฏิบัติไปในที่สุด เมื่อเราเป็นอิสระจากการคิดด้วยความมุ่งหวัง และเมื่อเราละวางจิตใจที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางได้ เมื่อนั้นการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์และพุทธภาวะก็จะบังเกิดขึ้นได้"

ปล่อยวางความคิด

"เมื่อเธอตระหนักว่า เธอมีความคิดฟุ้งซ่านสับสน ก็จงอย่าได้หงุดหงิดรำคาญมัน ความวิตกกังวลนั้นจะกลับเป็นสาเหตุให้ความคิดมากมายเกิดขึ้นมาอีก แทนที่จะมัวรู้สึกผิดหวังเสียดายที่เธอยังคงมีความคิดฟุ้งซ่านเช่นนั้นอยู่ จงเพียงแค่ปล่อยวางมัน ผ่อนคลายจิตใจของเธอและหวนกลับสู่วิธีปฏิบัติของเธอ ในการปล่อยวาง อันดับแรกคือปล่อยวางอดีตและอนาคต จากนั้นคือเพียงดำรงอยู่ในปัจจุบัน สิ่งนี้ไม่ง่ายเหมือนที่ฟังดู เพราะความคิดฟุ้งซ่านมักถูกเชื่อมโยงอยู่กับอดีตหรืออนาคต แต่แม้ว่าเธอจะสามารถปล่อยวางอดีตและอนาคตได้แล้ว ณ จุดหนึ่ง เธอก็ต้องปล่อยวางปัจจุบันด้วยเช่นเดียวกัน"

"หลักสำคัญแห่งการปฏิบัติก็คือ อย่าได้กลัวการเกิดขึ้นของความคิดทั้งหลาย แต่จงกลัวการมีสติตระหนักรู้ต่อความคิดเหล่านั้นช้าเกินไป ความคิดทั้งหลายล้วนเป็นมายา การตระหนักรู้คือการที่รู้ว่า เธอมีความคิดอันเป็นมายาเหล่านั้นอยู่"

ไม่หวั่นไหว

“วิธีที่ดีที่สุดในการที่จะรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ ก็คือด้วยการไม่ยึดมั่นในพวกมัน ความรู้สึกแห่งความสุขสบายและความไม่สุขสบาย ล้วนเป็นเพียงแง่มุมแห่งสภาวะแวดล้อมของเธอ สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เธอเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นความง่วงซึมหรือความกระตือรือร้น ความเจ็บปวดหรือความเบิกบาน ความกังวลหรือความปลอดโปร่ง ล้วนเป็นเพียงส่วนแห่งสภาวะแวดล้อมของเธอ ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงแนะนำให้เธอไม่ควรทั้งยึดมั่นในประสบการณ์ที่ดีหรือปฏิเสธในประสบการณ์ที่เลว จงเพียงแค่ยอมรับแล้วปล่อยวาง สำหรับผู้ที่ตรัสรู้แล้วไม่มีทั้งการผลักไสหรือการยึดมั่น พวกเขาอาจสูญเสียคนที่เขารัก บ้านเรือนของเขาอาจพังทลาย ทรัพย์สมบัติของเค้าอาจหายไป หรือเขาอาจมีความรักอันสมบูรณ์ อาจสะสมทรัพย์สมบัติไว้อย่างมหาศาล แต่ไม่ว่าในกรณีใดๆ พวกเขาก็ยังคงไม่หวั่นไหว”

ธรรมะและสังคม

"ปัจจุบันนี้ ชาวพุทธควรแสดงความสนใจในการเมือง พร้อมๆ ไปกับการประยุกต์แนวคิดและหลักธรรมแห่งความกรุณาและปัญญามาใช้ ความกรุณาทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังผู้คนที่มีความคิดอันแตกต่าง และด้วยปัญญาเราก็สามารถพัฒนาและทำให้เกิดประโยชน์แก่ทรัพยากรมนุษย์และสังคมทั้งหลายในประชาคมของเราได้ เช่นเดียวกันกับทรัพยากรทางการเมืองในประชาคมของเรา มันสำคัญมากที่เราต้องพัฒนามันด้วยปัญญาของเรา มากกว่าที่จะใช้การต่อสู้ด้วยกำลัง"

เหตุแห่งสันติภาพและสงคราม

"ความร่ำรวยทางจิตวิญญาณนั้นมีค่ามหาศาลมากกว่าการครอบครองทางวัตถุ พุทธศาสนานิกายเซ็นนั้นได้แสดงคุณลักษณะพิเศษด้วยหนทางอันเรียบง่ายของชีวิต ผู้ปฏิบัติแห่งเซ็นสามารถได้มาซึ่งอิสรภาพและสันติสุขของจิตด้วยเพราะในชีวิตพวกเขามีความปรารถนาเพียงน้อยนิดในทางวัตถุ เมื่อจิตวิญญาณของเราสงบและมั่นคง เราก็จะไม่ถูกกระตุ้นหรือถูกชักจูงด้วยสิ่งแวดล้อมทางวัตถุภายนอก และเราก็จะไม่ทำร้ายผู้อื่น รวมทั้งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ใน มหายานศรัทโธตปาท จึงกล่าวว่า ‘เมื่อจิตเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายก็เกิดขึ้น เมื่อจิตดับลง สิ่งทั้งหลายก็ดับลง’ สันติภาพและสงครามสะท้อนความกลมกลืนหรือความขัดแย้งที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน สวรรค์และนรกก็ไม่ได้แยกออกไปจากความโน้มเอียงไปในทางความดีหรือความชั่วแห่งจิตใจของมนุษย์"

ชีวประวัติ

จาง เป้าคัง เกิดในปี ค.ศ. 1930 แถบท่าเรือเสี่ยวเหนียง ใกล้กับเขาหลางซาน ในเมืองหนานตง มณฑลเจียงซู  เป็นบุตรคนสุดท้ายในจำนวน 6 คน ของครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน ในวัยเด็กเป้าคังเป็นคนขี้โรคและเติบโตช้า กว่าท่านจะพูดได้ก็อายุ 6 ขวบแล้ว แม้เมื่อเข้าเรียน ท่านก็ขาดเรียนบ่อยครั้ง เพราะต้องช่วยทางบ้านทำงาน ในขณะนั้นอนาคตของท่านยากที่จะคาดหวังสิ่งใด

ในปี 1943  เพื่อนบ้านของท่านคนหนึ่งบอกว่า ที่อารามกว่างเจี้ยว บนเขาหลางซาน (ภูเขาสุนัขป่า) กำลังต้องการพระใหม่  เขาถามเป้าคังว่าอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่อารามหรือไม่ พอดีกับที่ทางบ้านไม่อาจส่งท่านเรียนต่อได้แล้ว และในความคิดแบบเด็กๆ ของท่าน ท่านคิดว่าอารามนั้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเทวดา

สู่อาราม

ท่านได้รับการบวช โดยได้นามว่า ฉางจิ้น ท่านทำงานต่างๆ ของอารามอย่างขันแข็ง ขยันฝึกตนและศึกษา แต่กลับพบว่าการท่องคัมภีร์ให้จำได้ทั้งหมดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย อาจารย์ของท่านบอกว่า นี่เป็นเพราะกรรมเก่าอันหนักหนา และแนะนำให้ท่านไปก้มกราบพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นการถ่ายถอนกรรม ทุกๆ เช้าและค่ำท่านจึงก้มกราบ 500 ครั้ง และค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หลังจากนั้น 3 เดือน จิตของท่านชัดเจนเฉียบแหลมขึ้น และสามารถท่องจำพระสูตรต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

ครั้นพออายุ 16 ปี ท่านถูกส่งไปวัดสาขาที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เพื่อทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา แม้ว่าจะเป็นงานที่ช่วยได้ปัจจัยมาบำรุงวัด แต่ท่านไม่รู้สึกยินดีในหน้าที่นี้ ท่านจึงย้ายไปยังอารามจิ้งอัน ที่ทำให้ท่านมีโอกาสศึกษาได้มากกว่า และที่อารามจิ้งอันนี่เองที่ทำให้ท่านได้ค้นพบว่า พุทธศาสนานั้นมีหลากหลายนิกาย ซึ่งท่านได้ฝึกนั่งสมาธิ แต่เนื่องจากท่านไม่มีผู้แนะนำ ท่านจึงรู้สึกว่าการฝึกสมาธิของท่านไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด

ไต้หวัน

ในปี 1949 สงครามกลางเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1927 ก็ยุติ เวลานี้จีนได้ตกอยู่ในการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ พระสงฆ์ในเซี่ยงไฮ้มีทางเลือกสองทางในชีวิต หนึ่งคือ อยู่ที่เซี่ยงไฮ้แต่ต้องสละเพศบรรพชิตและหันหลังให้กับศาสนา สองคือ ไปไต้หวัน ร่วมกับฝ่ายชาตินิยมจีน (ก๊กมินตั๋ง) ซึ่งจะต้องเข้าร่วมกับกองทัพชาตินิยมจีน ท่านได้เลือกไปยังไต้หวัน เข้าร่วมกับกองทัพ และเนื่องจากสายตาไม่ดี ท่านจึงได้ไปอยู่ในหน่วยส่งโทรเลขแต่กระนั้นท่านก็ไม่ได้ละทิ้งการศึกษา และการฝึกปฏิบัติทางศาสนาเลย ท่านยังคงอ่านตำรา นั่งสมาธิในทุกๆ วัน นอกจากนี้ยังเขียนบทความลงในนิตยสารทางพุทธศาสนาอีกด้วย

ประตูแห่งเซ็น

ครั้งหนึ่ง ในปี 1958 ท่านเดินทางไปปลีกวิเวกที่วัดแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของไต้หวัน ณ ที่นี่เอง ท่านได้พบกับพระอาจารย์หลิงหยวน แห่งนิกายหลินจี้ (รินไซ) และรู้สึกประทับใจในตัวพระอาจารย์ คืนหนึ่งท่านนั่งสมาธิกับพระอาจารย์หลิงหยวน แต่ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาในศีรษะท่านไม่หยุด ท่านจึงตัดสินใจขออนุญาตเอ่ยถามคำถามหนึ่งจากพระอาจารย์ แต่เพียงเมื่อได้รับอนุญาต ท่านกลับพรั่งพรูคำถามนับร้อย อะไรคือการตรัสรู้? อะไรคือพุทธภาวะ? จะแยกแยะความแตกต่างในคำสอนทั้งหลายได้อย่างไร? อาจารย์ท่านใดที่ควรไปพบ? จะกลับเป็นพระได้อีกอย่างไร? จะช่วยผู้คนและตนเองอย่างไร? ฯลฯ... จนเมื่อหมดคำถามสุดท้าย พระอาจารย์หลิงหยวนท่านว่า “มีสิ่งใดอีกหรือไม่” แล้วฟาดมือลงที่พื้นพร้อมตะคอกกลับในทันทีว่า “วางมันลงซะ!” คำตอบของพระอาจารย์หลิงหยวนได้ทำให้ท่านได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งเซ็น

หวนสู่มรรคา

หลังจากสิ้นสุดช่วงเวลาแห่งสงคราม ท่านได้บวชอีกครั้งหนึ่งกับพระอาจารย์ตงชู ผู้สืบสายธรรมรุ่นที่ 51 แห่งนิกายเซ็นสาขาเฉาต้ง (โซโต) และเป็นผู้มอบฉายา “เซิ่งเอี๋ยน” ให้แก่ท่าน พระอาจารย์ตงชู ไม่บรรยายธรรม และมักจะดุและวิจารณ์ศิษย์ของตนอย่างรุนแรง การฝึกฝนอยู่กับพระอาจารย์ตงชูนับเป็นความยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ท่านมีความก้าวหน้าในธรรมเป็นอย่างดี

ในปี 1961 ท่านเซิ่งเอี๋ยนตัดสินใจเข้าเงียบเป็นเวลา 6 ปี ท่านใช้เวลาในช่วงนี้ ฝึกสมาธิ ก้มกราบ อ่านพระสูตรและตำราเซ็น เขียนหนังสือ รวมทั้งเรียนภาษาญี่ปุ่น หลังจากนั้นด้วยการสนับสนุนของพระอาจารย์ตงชู ท่านได้เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยริฌโฌ ณ กรุงโตเกียว ในปี 1969 และสำเร็จการศึกษาปริญญาโทในปี 1971 และปริญญาเอก ในปี 1975 ทางด้านวรรณกรรมพุทธศาสนา

อเมริกา

ในขณะที่ศึกษาอยู่ในญี่ปุ่นนี้ ท่านได้พบกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และความคิดใหม่ๆ ท่านได้เรียนรู้พุทธศาสนาในญี่ปุ่นและยังได้ฝึกเข้าเงียบกับพระอาจารย์บัน เททซึกิว โรชิ ซึ่งพระอาจารย์รูปนี้คือผู้ที่แนะนำให้ท่านเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี 1976 ท่านได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อสอนสมาธิที่วัด Great Enlightenment (ต้าเจว๋) ในแถบบร็องซ์ ของนิวยอร์ก จากนั้นท่านก็ได้ก่อตั้ง Chan Meditation Center ในย่าน ควีนส์ เพื่อรองรับผู้ที่สนใจซึ่งมีมากขึ้น ท่านเดินทางระหว่างอเมริกาและไต้หวันเพื่อสอนธรรมะและสมาธิแก่ศิษย์ของท่าน

กลองแห่งธรรม

ในปี 1989 ท่านก่อตั้ง วัดฝากู่ซาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dharma Drum Mountain ในทางเหนือของกรุงไทเป ซึ่งเป็นทั้งอาราม มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และในปี 1997 ท่านได้ก่อตั้ง  Dharma Drum Retreat Center ใน ไพน์ บุช นิวยอร์ก ปัจจุบัน  Dharma Drum Mountain มีสาขาอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

พระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยน สนับสนุนความเป็นหนึ่งเดียวกันของพุทธศาสนานิกายต่างๆ ท่านจัดให้มีการสัมมนาระหว่างนิกายและระหว่างศาสนาต่างๆ เพื่อความเข้าใจ ยอมรับ และหาทางช่วยเหลือสังคมไปสู่ความผาสุก ท่านย้ำให้เห็นความสำคัญของการศึกษาและแสดงให้เห็นว่านิกายเซ็นไม่ได้ปฏิเสธตำราอย่างที่ผู้คนคิดกัน ท่านสอนให้ผู้คนตระหนักรู้ในความคิด พัฒนาปัญญาและความกรุณาในหัวใจ เพื่อร่วมสร้างดินแดนสุขาวดีบนโลกนี้

จากความใฝ่รู้ สนใจศึกษา และฝึกปฏิบัติ พระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยนได้เขียนหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก ผลงานของท่านเป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงพุทธศาสนาและแวดวงวิชาการ

พระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยน มรณภาพ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ด้วยอาการไตวาย

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1930
เกิดซาน ในเมืองหนานตง มณฑลเจียงซู ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก

ค.ศ. 1943
เข้าบรรพชาที่อารามกว่างเจี้ยว ณ เขาหลางซาน

ค.ศ. 1946
เดินทางไปวัดสาขาที่เซี่ยงไฮ้ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรม ก่อนย้ายไปวัดจิ้งอัน เพื่อใช้เวลาศึกษาอย่างเต็มที่

ค.ศ. 1949
ปลายสงครามกลางเมือง เข้าร่วมกับกองทัพฝ่ายชาตินิยมจีน ฝ่ายชาตินิยมจีนพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ท่านจึงเดินทางไปไต้หวัน

ค.ศ. 1958
พบกับพระอาจารย์หลิงหยวน ซึ่งเป็นผู้ทำให้ท่านก้าวสู่ประตูแห่งเซ็น

ค.ศ. 1959
ปลดประจำการจากกองทัพ เข้ารับการอุปสมบทจากพระอาจารย์ตงชู

ค.ศ. 1961
เข้าเงียบเป็นเวลา 6 ปี ใช้เวลาศึกษาและฝึกตนอย่างจริงจัง

ค.ศ. 1969
เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย ริฌโฌ ประเทศญี่ปุ่น

ค.ศ. 1971
สำเร็จการศึกษาปริญญาโท

ค.ศ. 1975
สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก ทางด้านวรรณกรรมพุทธศาสนา

ค.ศ. 1976
ท่านได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรม เดินทางไปมาระหว่างอเมริกาและไต้หวัน

ค.ศ. 1989
ก่อตั้งวัดฝากู่ซาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dharma Drum Mountain ทางตอนเหนือของกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

ค.ศ. 1997
ก่อตั้ง Dharma Drum Retreat Center ใน ไพน์ บุช นิวยอร์ก

ค.ศ. 1998 - 2008
เผยแผ่ธรรมะ ได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาในหลายประเทศ จัดการสัมมนาทางพุทธศาสนาในระดับสากล ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมอีกหลายแห่ง เขียนหนังสือ และได้รับรางวัลจากนานาชาติ

ค.ศ. 2009
มรณภาพ

วาทะ

"ความร่ำรวยทางจิตวิญญาณนั้น
มีค่ามหาศาลมากกว่าการครอบครองทางวัตถุ"
"มันดีอย่างยิ่งที่จะไม่แสวงหาสิ่งใดจากการปฏิบัติ ยิ่งเราแสวงหาการบรรลุทางจิตวิญญาณมากเพียงใด 
เราก็ยิ่งดำรงอยู่ในมายามากขึ้นเพียงนั้น หนำซ้ำเราจะยิ่งหลงออกจากการแลเห็นธรรมชาติแห่งพุทธะ"
"วิธีที่ดีที่สุดในการที่จะรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ ก็คือด้วยการไม่ยึดมั่นในพวกมัน"

อ่านเพิ่มเติม

  • Footprints in the Snow: The Autobiography of a Chinese Buddhist Monk / Sheng Yen (Crown Publishing Group)
  • The Method of No-Method: The Chan Practice of Silent Illumination / Sheng Yen (Shambhala Publications)
  • Orthodox Chinese Buddhism: A Contemporary Chan Master's Answers to Common Questions / Sheng Yen (North Atlantic Books) หรือ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีอย่างถูกต้องที่ http://www.108wisdom.org/html/OTH_03.pdf

ดูเพิ่มเติม

Master Sheng Yen : Great Dharma Drum channel

  • https://www.youtube.com/user/DDMTV05
    รวบรวมกว่า 500 วิดีโอธรรมบรรยายโดยพระอาจารย์เซิ่งเอี๋ยน ในภาษาจีนพร้อมบรรยายอังกฤษ

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน