จิตยุบพอง

พระมหาสี สยาดอว์

คำสอน

"ความอดทนนำไปสู่พระนิพพาน"

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบพระอาจารย์มหาสี สยาดอว์นั้น เมื่อใดก็ตามที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้อารมณ์ทั้งหลายด้วยตนเอง โดยกำหนดว่า เห็นหนอ ได้ยินหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ คิดหนอ… ทุกขณะที่โยคีผู้ปฏิบัติเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้อง สัมผัส นึกคิดเรื่องราวต่างๆ ควรกำหนดรู้อารมณ์เหล่านี้ตามความเป็นจริง

เมื่อมีการหายใจเข้าท้องจะพองขึ้น เมื่อหายใจออกท้องจะยุบลง เมื่อท้องพองขึ้นก็ให้กำหนดรู้ด้วยใจว่า พองหนอ เมื่อท้องยุบลง ก็ให้กำหนดรู้ว่า ยุบหนอ ถ้าหากในขณะที่กำหนดรู้อาการพองยุบอยู่ด้วยใจนั้น อาการพองยุบไม่ชัดเจน ก็ให้เอาฝ่ามือแตะที่แผ่นท้อง โดยไม่ต้องบังคับลมหายใจ แม้มันจะช้าลง ก็ไม่ต้องทำให้มันไวขึ้น อีกทั้งไม่ต้องหายใจแรงขึ้น ถ้าผู้ปฏิบัติบังคับลมหายใจ จะทำให้รู้สึกเหนื่อย ให้หายใจอย่างธรรมดาตามปกติ แล้วกำหนดอาการพองอาการยุบของท้อง ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดอาการพองอาการยุบด้วยใจไม่ใช่ท่องด้วยปาก ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะเรียกชื่อการกำหนดว่าอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่ การกำหนดรู้ 

ขณะที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อาการพองยุบของท้องอยู่นั้น ถ้าเกิดจิตใจฟุ้งซ่านไป ต้องกำหนดสภาวะที่จิตฟุ้งซ่านนี้ โดยกำหนดรู้ด้วยใจว่า ฟุ้งซ่านหนอ หรือ ฟุ้งหนอๆๆ เมื่อผู้ปฏิบัติกำหนดรู้จิตที่ฟุ้งซ่านนี้ไปสักครั้ง สองครั้ง จิตก็จะหยุดฟุ้งซ่าน จากนั้นก็ให้กลับมากำหนดรู้อาการพองยุบของท้องใหม่ หรือเมื่อจิตนึกคิดไปที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็ให้กำหนดว่า ถึงหนอๆ เมื่อกล่าวโดยย่อ ผู้ปฏิบัติควรกำหนดทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการพิจารณาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น การกำหนดสภาวะที่จิตรับรู้อารมณ์ทุกอย่างเช่นนี้เรียกว่า จิตตานุปัสสนา

ชีวประวัติ

พระอาจารย์ อู โสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต หรือที่รู้จักกันในวงกว้างในนามพระอาจารย์ มหาสี สยาดอว์ เป็นพระสงฆ์ชาวพม่า เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1904 ในครอบครัวคหบดี

เมื่ออายุได้ 6 ปีท่านเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนของวัดประจำหมู่บ้าน  อายุ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรมีฉายาว่า "โสภณะ" และเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.  1923 สามปีถัดมา ท่านได้สอบผ่านสนามสอบบาลีศึกษาของทางราชการ ในชั้นต้น (ปฐมแง) กลาง (ปฐมลัต) สูง (ปฐมจี) และสำเร็จการศึกษาชั้น "ธัมมาจริยะ" ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของการศึกษาของคณะสงฆ์พม่า

ในพรรษาที่ 8 ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์ อู นารทมหาเถระ พระกัมมัฏฐานาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม พระอาจารย์ มินกุน เชตวัน สยาดอว์ และได้ปวารณาตนขอเข้าฝึกสมาธิวิปัสสนากรรมฐานระดับเข้มข้น การฝึกวิปัสสนากรรมฐานของท่านก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

ต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศพม่า ทางการสั่งอพยพผู้คน ท่านได้ใช้โอกาสนี้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่บ้านเชตโข่น และทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐานของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดชื่อ มหาสี หรือ วัดกลองใหญ่[1] และจากชื่อของวัดนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านขนานนามท่านต่อๆ มา ว่า "พระอาจารย์ มหาสี สยาดอว์"

ในช่วงนี้เอง ท่านได้แต่งตำราทางพระพุทธศาสนาเล่มสำคัญขึ้นมา เป็นตำราที่อธิบายถึงสมาธิวิปัสสนากรรมฐานชื่อว่า "Manual of Vipassana Meditation" ใช้เวลาเพียง 7 เดือนในการรจนาตำราเล่มนี้ ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 2 ภาค มีความหนาถึง 858 หน้ากระดาษพิมพ์ และนับจากนั้นจวบจนถึงบัดนี้ มีเพียงบทที่ 5 ของตำราเล่มนี้เท่านั้นที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภายใต้ชื่อ "Practical InsightMeditation : Basic and Progressive Stages" จัดพิมพ์โดย Buddhist Publication Society

จากนั้นไม่นาน ชื่อเสียงของพระอาจารย์มหาสี สยาดอว์ ก็เลื่องลือไปทั่ว จนทราบไปถึง เซอร์ อู ตวิน รัฐบุรุษอาวุโสของพม่าผู้เป็นชาวพุทธ อู ตวิน ได้เชิญพระอาจารย์มหาสี สยาดอว์ไปสั่งสอนธรรมที่สมาคมพุทธสาสนะนุคคหะในย่างกุ้ง และในปีถัดมา ก็ได้บริจาคที่ดิน 5 เอเคอร์ที่กกกายน์ในพระนครย่างกุ้งเพื่อให้สมาคมจัดสร้างเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งในกาลต่อมาสถานที่แห่งนี้ก็คือที่ตั้งของสำนักวิปัสสนาสาสนยิกต้า

เพียงไม่กี่ปีหลังจากที่พระอาจารย์ มหาสี สยาดอว์ เดินทางเข้ามาสอนวิปัสสนากรรมฐานในพระนครย่างกุ้ง ก็มีการก่อตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานในลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างกว้างขวางจนมีจำนวนร้อยกว่าแห่ง ทั้งในประเทศพม่า และเผยแพร่ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท เช่น ประเทศไทยและศรีลังกาด้วย

พระอาจารย์ มหาสี สยาดอว์ ได้ทุ่มเทพละกำลังทั้งแรงกายและจิตใจเพื่อเผยแผ่พระพุทธธรรมจวบจนอายุถึง 78 ปี ก็ละสังขารเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1982 ด้วยอาการหัวใจวาย

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1904
เกิดที่บ้านเซตโข่น ทางตอนหนือของประเทศสหภาพพม่า

ค.ศ. 1916
ได้บรรพชาเป็นสามเณรมีฉายาว่า "โสภณะ"

ค.ศ. 1923
ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

ค.ศ. 1931
ได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์ อู นารทมหาเถระ

ค.ศ. 1945
แต่งตำราทางพระพุทธศาสนาเล่มสำคัญที่อธิบายถึงวิปัสสนากรรมฐานชื่อว่า Manual of Vipassana Meditation

ค.ศ. 1982
ละสังขารเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ด้วยอาการหัวใจวาย

วาทะ

หากเราไม่พ้นจากมิจฉาทิฐิในตัวเอง เราก็ไม่พ้นจากอบายภูมิ

ฟองสบู่เกิดขึ้นแล้วก็แตก เมื่อมองดูให้ดีแล้วสรรพสิ่งเป็นเพียงความฝัน ไม่มีสิ่งใดยึดถือได้เลย

อ่านเพิ่มเติม

  • The Progress of Insight through the Stages of Purification. วิสุทธิญาณกถา
  • Practical Insight Meditation - Basic and Progressive Stages / แนวปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน - พื้นฐาน และ ลำดับของการพัฒนา
  • Practical Vipassana Meditational Exercises - แนวการฝึกฝนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
  • Purpose of Practising Kammatthana Meditation - วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติกรรมฐาน
  • The Wheel of Dhamma - ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

หมายเหตุ

[1] ที่มาของชื่อวัดก็คือ วัดนี้มีกลองขนาดใหญ่มาก ในภาษาพม่า สี = กลอง และ มหา = ใหญ่

เรียบเรียงโดย

สุภัทร์ อักษราชัยพฤกษ์ 

แบ่งปัน