ปรมาจารย์แห่งเต๋าบำบัด

มันตักเจีย

คำสอน

"จงกินข้าวเช้าอย่างราชา กินข้าวกลางวันอย่างเจ้าชาย และกินข้าวเย็นอย่างยาจก"

มันตักเจีย. The Practice of Greater Kan and Li: Techniques for Creating the Immortal Self

ศาสตร์แห่งเต๋าคือการสร้างความสมดุลระหว่างหยินและหยาง ผ่านกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และการบำบัดโรค

หลักเต๋ามีประวัติศาสตร์ ผ่านการลองผิดลองถูกมานานตั้งแต่อดีตกาล ทั้งยังวางรากฐานให้วิธีคิดเรื่องแพทย์แผนจีน และในภายหลังก็ยังได้รับการยอมรับหลักเต๋าในเชิงศาสตร์และวิชาการที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง ในแวดวงมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป

คำสอนของมันตักเจีย ก็ถ่ายทอดวิธีคิดดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการใช้เต๋าเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ฉันท์คู่รัก เช่นในหนังสือ ‘คู่มือข้างหมอน : เต๋ากับเพศสัมพันธ์เพื่อสุขภาพ’ หรือ Taoist Secrets of Love และ Healing Love Through the Tao ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดยอาจารย์พีระ บุญจริง ดังที่เกริ่นในบทนำไว้ว่า เต๋า หมายถึง มรรคหรือวิถี กำเนิดขึ้นโดยนักปราชญ์จีน เล่าจื้อ หลังพุทธกาลประมาณ 60 ปี ส่วนหนึ่งของปรัชญาเต๋าก็คือ เคล็ดลับการมีเพศสัมพันธ์ให้มีความสุข อายุยืน และมีสุขภาพดี

อาจารย์มันตักเจีย เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องศาสตร์แห่งเต๋า ใช้เวลาศึกษาอย่างลึกซึ้งมานานกว่า 45 ปี ทั้งยังเป็นคนแรกที่นำเคล็ดลับนี้มาอธิบายและฝึกในอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผู้เขียนหนังสือมากกว่า 50 เล่ม โดยแปลออกไปหลายภาษาทั่วโลก

ศาสตร์แห่งเต๋า ยังพูดถึงการแพทย์และการรักษาพลังชีวิตด้วย เช่น การชำระล้างด้วยวิธีแบบเต๋า ซึ่งถือเป็นวิถีแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ งดงามสมบูรณ์แบบ ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบได้ เพราะเป็นการปฏิบัติจากจิตสู่จิต เพื่อเพิ่มพละกำลังภายในชีวิตและชำระใจให้สะอาด สว่าง สงบ อาทิ การเคลื่อนไหวลมหายใจหรือที่เราเรียกว่า พลังชี (Chi) หมุนเวียนไปตามร่างกายก่อให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ประสาทนับล้านเซลล์ ด้วยพลังชีวิตที่เต๋าโบราณเรียกว่า หยิน (Yin) และหยาง (yang) ภายในการทำสมาธิที่เรียกว่าการเข้าฌาน (clairvoyance)

ภาวะเช่นนี้ จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับอณูและอะตอม ภายในจิตวิญญาณและร่างกาย ทำให้เกิดพลังงานของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electro Magnetic) ในระดับชีวะภาพ (Bioenergy) ขั้นสูงในสภาวะจิตที่หลุดพ้นและปิติสุขที่เรียกว่าเข้าถึงจิตวิญญาณสูงสุด (Higher layers of the mind) หรือตัวตนภายใน (Self within) ด้วยการไม่ติดยึด (Non-attachment) จนเข้าไปมองเห็นความจริงของชีวิต (Discrimintion) และจักรวาลในระดับสภาวะความสุขที่เป็นนิรันดร์ เราจะเรียกว่านิพพาน (Nirvana) หรือ Sartori อันทำให้เกิดการชำระล้างออร่าด้วยวิถีเต๋าเป็นวิธีการที่สูงสุดยิ่งนัก

อาจารย์มันตักเจีย ยังเป็นผู้เรียนรู้รากฐานการบำบัดแห่งเต๋า  การทำให้พลังไหลเวียนในรอบจักรวาลน้อย วิธีเปิดหกช่องพิเศษ การหลอมรวมห้าธาตุ การบรรลุขั่นและหลี  การปิดผนึกห้าอายตนัย  และเทคนิคการชำระล้างไขกระดูก  และการเปลี่ยนเส้นเอ็นแบบเต๋า และเป็นผู้เขียนตำราชื่อ  A Waken Healing Energy Through The Tao : Taoist  Secrets of Love : Cultivating Male Sexual Energy : Taoist Way to Transform Stress into Vitality  เป็นต้น

มันตักเจีย ยังนับเป็นผู้วางรากฐานให้ศาสตร์การใช้ธรรมชาติบำบัดโดยความเชื่อเต๋ากลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะในหมู่คนไทยเอง ดังคำกล่าวชื่นชมโดย อาจารย์สถิตธรรม  เพ็ญสุข "อาจารย์มันตักเจีย เป็นผู้วางรากฐานวิชาเต๋าใต้เพื่อสุขภาพ เป็นนักบวชที่คนไทยทั่วไป  ไม่ค่อยจะรู้จักมากนัก แต่เป็นอาจารย์ผู้ก่อตั้ง เต๋าการ์เด้นท์จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคนทั่วโลกรู้จักดีในฐานะนักเผยแพร่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดแบบเต๋า ผู้ที่มีชื่อเสียงในทศวรรษนี้"

ร์แห่ง
45
ปี ทั้งยังเป็นค
นแรกที่
น าเคล็ดลับนี้มาอธิบายและฝึกในอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นผู้
เขียน
50
เล่ม โดยแปลออกไปหลายภาษาทั่วโลก

ชีวประวัติ

มันตักเจีย หรือ Mantak Chia เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1944 ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย  เมื่อหนูน้อยเจียวัยเพียงหกขวบ  ได้มีพระสงฆ์สอนให้เขาหัดนั่งสมาธิวิปัสสนา  ต่อมาเมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาเขาได้ฝึกฝนวิชามวยไทยโบราณ ควบคู่ไปกับวิชาไทเก๊ก  ผนวกกับวิชาศิลปะการป้องกันตัวแบบไอคิโด  กังฟู จากนั้นก็ได้เรียนวิชาโยคะจนถึงระดับสูง

ต่อมาเขาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฮ่องกง และที่นั่นเองที่เขาได้รู้จักกับนักศึกษารุ่นพี่ใจอารีนามว่าเฉิงซูซู ซึ่งเป็นคนแนะนำให้เขารู้จักกับความลึกล้ำงดงามของลัทธิเต๋า ทำให้มันตักเจียตัดสินใจเข้าเรียนปรัชญากระทั่งจบปริญญาโท

เขามุ่งมั่นใฝ่รู้ใฝ่เรียนในลัทธิเต๋าเป็นพิเศษ กระทั่งนำศาสตร์ด้านนี้มาประยุกต์ใช้อย่างลึกซึ้งและเชี่ยวชาญ ในด้านการรักษาสุขภาพ ทั้งยังนำศาสตร์ทางด้านตะวันออก ทั้งไทเก๊ก โยคะมาใช้ในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างน่าทึ่ง กระทั่งเป็นที่นิยมศรัทธาไปทั่วโลก

นอกจากนั้นเขายังเผยแพร่ศาสตร์อันน่าสนใจข้างต้น เป็นตำรามากมาย และยังมีการ ประชุมเชิงปฏิบัติการ นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งล้วนได้รับการสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งจากชาวเอเชียและชาวยุโรป อเมริกันเป็นจำนวนมาก

แม้จะอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ แต่มันตักเจียก็มิเคยหยุดนิ่ง เขาเดินทางไปศึกษาต่อด้านโยคะ และลัทธิเต๋าเพิ่มเติม กับอาจารย์ Meugi ผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งทำให้เขาเรียนรู้และเข้าใจกระจ่างยิ่งขึ้นในศาสตร์ของการกดจุดรักษาโรค และพลังไหลเวียนในทุกระบบของร่างกาย  เรื่องของหยินและหยาง  พลังทางเพศระหว่างชายและหญิง

ทั้งวิชาการที่ร่ำเรียนมาและจากประสบการณ์การบำบัดรักษาดูแลผู้ป่วยทำให้มันตักเจีย เป็นบุคคลที่มีความชำนาญอย่างยิ่งในการนำศาสตร์ทางตะวันออกและวิชากายวิภาคของตะวันตกมาประยุกต์เป็นวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และได้ก่อตั้งศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัดในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นเขาได้ย้ายไปอาศัยที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และก่อตั้งศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัดที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 1979

นอกจากนั้นมันตักเจียยังเดินทางไปสอนศาสตร์การบำบัดแนวธรรมชาติแก่ผู้คนทั่วโลก ทั้งอาจารย์ นักศึกษา และประชาชน ส่วนศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัด ได้ขยายกิจการไปในหลายประเทศ ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป, อเมริกาใต้, เอเชีย, แอฟริกา และออสเตรเลีย

เดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 1990  ที่ซานฟรานซิสโก ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ  ในงานประชุมระหว่างประเทศของสมาคมการแพทย์แผนจีน ที่ประชุมได้ประกาศให้มันตักเจียเป็นแพทย์แผนจีนดีเด่น ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลประจำปี

ปี ค.ศ.1994  เขาได้กลับเมืองไทยอีกครั้ง โดยได้ก่อตั้งศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัดที่จังหวัดเชียงใหม่  มันตักเจียเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ เป็นครูที่ใจดี และเอาใจใส่ในการให้ความรู้เป็นอย่างยิ่ง  ในโลกยุคใหม่เขาก็ไม่ปฏิเสธในเรื่องของเทคโนโลยีไอที เพราะสถานบำบัดของเขาใช้ระบบไอทีในการสอน การประมวลผลการรักษาด้วยคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย

ศาสตร์ธรรมชาติบำบัดของเขาเป็นที่เลื่องลือ ชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้นทุกขณะ ส่งผลให้มีการขยายกิจการไปอย่างก้าวหน้าในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2000 เปิดศูนย์การแพทย์สากล และศูนย์ฝึกอบรมศาสตร์แห่งเต๋า 

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2002  ก่อสร้างสวนธรรมชาติซึ่งใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะที่สุดกับการฝึกสมาธิตามแนวทางลัทธิเต๋า   เดือนกันยายน ค.ศ 2003  เปิดศูนย์การนวดแผนไทย, วารีบำบัด และ นวด สปา โดยถูกหลักตามมาตรฐานทางการแพทย์ 

ในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2004  เปิดอบรมการฝึกสมาธิ แบบองค์รวมจิตใจร่างกายและจิตวิญญาณ  เดือนกรกฎาคม ค.ศ.2009  - 2010 เปิดคอร์สการบำบัดสุขภาพด้วยการทำดีท๊อกซ์ สปาซาวน่า การบำบัดด้วยสีอุ่นสระว่ายน้ำจากุซซี่

เดือนเมษายนปี ค.ศ. 2011 WATKINS REVIEW จัดอันดับให้  มันตักเจียเป็น บุคคลผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยังมีชีวิต และมีอิทธิพลมากที่สุด เป็นลำดับที่ 23

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1944
เกิดที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ค.ศ. 1950
พระสงฆ์สอนให้นั่งสมาธิวิปัสสนา 

ค.ศ. 1979
ก่อตั้งศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัดที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ค.ศ. 1990
สมาคมการแพทย์แผนจีนระหว่างประเทศประกาศให้เป็นแพทย์แผนจีนดีเด่น ด้านอาจารย์สอนจี้กง

ค.ศ. 1994
เขาได้กลับเมืองไทยอีกครั้ง โดยได้ก่อตั้งศูนย์รักษาแนวธรรมชาติบำบัดที่จังหวัดเชียงใหม่ 

ค.ศ. 2011
WATKINS REVIEW จัดอันดับให้  มันตักเจียเป็นบุคคลลำดับที่ 23 ที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยังมีชีวิต และมีอิทธิพลมากที่สุด

ค.ศ.2012
สมาคมการแพทย์แผนจีนระหว่างประเทศประกาศให้เป็นแพทย์แผนจีนดีเด่น ด้านอาจารย์สอนจี้กง โดยมันตักเจีย เป็นเพียงอาจารย์ท่านเดียวในโลกที่ได้รับรางวัล สองครั้ง ในปี ค.ศ.1990 และ 2012

วาทะ

"จงเรียนรู้ที่จะเริ่มต้นทุกๆ วันด้วยการยิ้มให้ร่างกายเรา
และขอบคุณชีวิตที่ยืนยาวของเรา"

"โภชนาการ เป็นเพียงเรื่องของวิทยาศาสตร์
สิ่งสำคัญคือ การตรวจสอบด้วยห้องทดลองภายในร่างกายเรา
และสังเกตความเป็นไปของเราเอง"

"จงพากเพียรที่จะลดความใคร่ของท่าน
เพื่อที่จะเติมเต็มความปรารถนา
และเพื่อที่จะเข้าใจพลังแห่งการควบคุมชีวิต"

ดูเพิ่มเติม

Mantak Chia Youtube Channel


Living Tao Pracices : Mantak Chia


Cosmic Inner Smile


Transforming Negative Emotions FREE Course, Grand Master Mantak Chia

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ 

แบ่งปัน