นักปรัชญาเหนือธรรมชาติ

ราฟท์ วอลโด อีเมอร์สัน

คำสอน

"ระบบการทำงานของจิตนั้นอยู่เหนือประสบการณ์ สิ่งที่มนุษย์รับรู้จะต้องผ่านการทำงานของจิตเสียก่อน มนุษย์จะรับรู้ความจริงโดยไม่ผ่านการทำงานของจิตไม่ได้"

ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน หรือ Ralph Waldo Emerson นักเขียน นักประพันธ์ และกวีชาวอเมริกัน เป็นผู้นำกระแส Transcendentalist ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

Transcendentalist หรือ ปรัชญาอุตรนิยม มาจากคำว่า อุตรภาพ (transcendence) ในทางปรัชญาคือสภาวะที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ได้ สิ่งที่บางครั้งถูกจัดให้มีสภาวะเหนือความเข้าใจเช่น ศาสนา อภิปรัชญา หรือ ความตาย ในแนวคิดของคานท์ สิ่งที่ถูกจัดให้มีอุตรภาพ คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ของมนุษย์

วิธีคิดดังกล่าวยังเป็นต้นตอของวิธีคิดแบบพหุนิยมทางวัฒนธรรม ที่เชื่อว่าวัฒนธรรมใด ๆ ไม่ใช่การมีอยู่ของเอกลักษณ์ใดเอกลักษณ์หนึ่งทางวัฒนธรรมโดด ๆ กล่าวคือสภาวะต่าง ๆ จะดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระโดยไม่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมแห่งชาติไม่ได้ หากแต่เป็นการดำรงอยู่ภายในบริบทที่มีวัฒนธรรมกระแสหลักหรือวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นกรอบ ขณะเดียวกันก็ยอมรับการดำรงอยู่ของปัจจัยของกลุ่มอื่นด้วย

ในแง่ของความเป็นมนุษย์ วิธีคิดแบบอุตรภาพ ยังเชื่อว่า มนุษย์ใช้แนวคิดบางอย่างที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (innate idea) ในการรับรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในโลก เรารับรู้โลกโดยผ่านทางประสาทสัมผัสประกอบกับมโนภาพที่ติดตัวมานี้ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถล่วงรู้หรือเข้าใจใน "สรรพสิ่งที่แท้" ได้ ความรู้ต่อสรรพสิ่งที่เรามีนั้นจึงเป็นได้แค่เพียงภาพปรากฏ ที่เรารับรู้ได้ผ่านทางประสาทสัมผัสเท่านั้น

อีเมอร์สัน มีผลงานที่ว่าด้วย ปรัชญาเหนือธรรมชาติอยู่มากมาย และหลายเล่มก็เป็นที่รู้จักกันในระดับโลก เช่น

  • "Nature" (1836)
  • "Self-Reliance" (Essays: First Series)
  • "Compensation" (First Series)
  • "The Over-Soul" (First Series)
  • "Circles" (First Series)
  • "The Poet" (Essays: Second Series)
  • "Experience" (Essays: Second Series)
  • "Politics" (Second Series)
  • "The American Scholar"
  • "New England Reformers"

หนึ่งในผลงานสร้างชื่อและสะท้อนวิธีคิด ตัวตน และวิถีความเชื่อของอีเมอร์สันได้เป็นอย่างดีคือ "Self-Reliance" งานเขียนในปี ค.ศ. 1841 ที่ไม่เพียงแต่จะรวบยอดความคิดของอีเมอร์สัน แต่ยังเป็นบทความที่ชี้ให้เห็นว่า คนแต่ละคนใช้สัญชาตญาณของตนเองในการดำรงชีวิต และดำเนินไปเพื่อสร้างความสอดคล้องกับชีวิตอื่น ๆ ไม่มากก็น้อย

นอกจากนี้อีเมอร์สันยังเชื่อในการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล ด้วยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป และการริเริ่มจากฐานรากเท่านั้น ที่จะทำให้ผลลัพธ์ของมันดำรงอยู่อย่างยั่งยืน และสามารถเปลี่ยนวัฏจักรได้ ทำให้อีเมอร์สันได้ชื่อว่า เป็นนักเคลื่อนไหวโรแมนติก งานของอีเมอร์สันยังสร้างความสั่นสะเทือนทั้งในหมู่ปัญญาชน นักคิด นักเขียน กวี ที่ติดตามเขาอย่างต่อเนื่อง

ชีวประวัติ

ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน หรือ Ralph Waldo Emerson เกิดวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1803 ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกาเมื่อหนูน้อยวัยเพียงแปดขวบบิดาก็เสียชีวิต ฐานะทางบ้านจึงเริ่มคลอนแคลนนับแต่นั้น ทำให้ต่อมาเขาต้องทำงานเพื่อส่งตัวเองจนเรียนจบที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากนั้นก็เป็นครูสอนหนังสือหลังจบการศึกษา

ต่อมาเขาตัดสินใจบวชเป็นพระ เมื่อปี ค.ศ.1829 โดยบวชที่โบสถ์ยูนิทาเรียน ในเมืองบอสตัน แต่ชีวิตการเป็นนักบวชกลับไม่ราบรื่น จึงต้องสึก จากนั้นเขาจึงออกเดินทางสู่ยุโรปในปี ค.ศ. 1833

ที่ยุโรปเขาได้พบและรู้จักกับนักคิดนักเขียนคนสำคัญหลายคน เช่น เวิร์ดสเวิร์ธ (William Wordsworth) จอห์น มิลล์ (John Stuart Mill) และ โธมัส คาร์ลีลย์ (Thomas Carlyle) โดยเฉพาะ Thomas-Carlyle ได้กลายเป็นมิตรที่ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 38 ปี

ไม่นานนักเขาก็ได้ย้ายกลับไปอเมริกา โดยไปอยู่ที่เมืองคองคอร์ด รัฐแมสสาชูเสตส์

กลับมาอเมริกาในครั้งนี้ นอกจาก อีเมอร์สัน กับเพื่อนๆนักคิดได้ก่อตั้ง Transcendental Club  อีเมอร์สันยังมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลงมือแต่ง นวนิยายสะเทือนอารมณ์ Prose rhapsody) ชื่อ "ธรรมชาติ (Nature)" ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่า ระบบการทำงานของจิตนั้นอยู่เหนือประสบการณ์ สิ่งที่มนุษย์รับรู้จะต้องผ่านการทำงานของจิตเสียก่อน มนุษย์จะรับรู้ความจริงโดยไม่ผ่านการทำงานของจิตไม่ได้

เขายังประพันธ์บทกวีอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายชิ้นงาน โดยเฉพาะเรื่อง "การดำเนินชีวิต" (The Conduct of life – Nature and Other Writings และ Society and Solitude) กระทั่ง เอเมอร์สันได้รับการยกย่องว่าเป็นนักนักคิดเหนือธรรมชาติ (transcendentalist) ด้านปรัชญา

คำคมข้อเขียน คำสอนของ ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน ยังเป็นที่ประทับใจในนัดคิดนักเขียนรุ่นต่อๆมาตราบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎแห่งการให้และรับ กฎแห่งการแลกเปลี่ยน การพึ่งพาตนเอง ซึ่งแนวคิดทั้งหลายสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำไว้และเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จ มีความสุขทั้งในการทำงานแลในการดำเนินชีวิต

อีเมอร์สันมีทัศนะว่า ชีวิตล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งการชดเชย ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ คือเมื่อมีการให้ก็ย่อมมีการรับ ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดี ก็ต้องมีการลงทุนที่ดี ถ้าไม่ยอมลงทุนอะไรเลย ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความสำเร็จ ทุกสิ่งย่อมมีความสมดุลกัน ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีค่าในตัวมันเอง

ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1882 นับเป็นนักปราชญ์ที่ได้การยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1803
ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

ค.ศ. 1811
บิดาเสียชีวิต 

ค.ศ.1829
บวชเป็นพระที่โบสถ์ยูนิทาเรียน ในเมืองบอสตัน

ค.ศ. 1833
ออกเดินทางสู่ยุโรป

ค.ศ. 1836
กลับสหรัฐอเมริกา และบทเริ่มเขียนบทความ บทประพันธ์กวีอื่นๆ ที่สำคัญหลายชิ้น

ค.ศ.1882
ถึงแก่กรรม

วาทะ

"ความมั่งคั่งอย่างแรก คือ สุขภาพ"

"อัจฉริยะบุคคลคือ แรงบันดาลใจให้พวกเรามีความเชื่อมั่นในพลังที่ไร้ขีดจำกัดของตนเอง"

"การล้มลุกคลุกคลาน แท้แล้วคือการก้าวไปข้างหน้า"

"ทุกนาทีที่คุณโกรธ คุณจะสูญ 60 วินาทีแห่งความสุขไป" 

"ทุก ๆ กำแพง คือ ประตู"

ดูเพิ่มเติม

Self Reliance, by Ralph Waldo Emerson, Essay Audiobook, Classic Literature


Nature by Ralph Waldo Emerson


Ralph Waldo Emerson: Biography, Beliefs, Education, Famous Works, Ideas (1996)

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน