ปราชญ์เอกผู้เปี่ยมศรัทธา

ลีโอ ตอลสตอย

ชีวประวัติ

"สงคราม และความรุนแรงทุกชนิด คือความเลวร้ายบนโลก"

ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1828 ที่เมืองตูลา ซึ่งห่างจากกรุงมอสโคว์ราว 200 ก.ม. มารดาของตอลสตอย คือ มาเรีย โวลคอนสกี้ มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าหญิง ที่สมรสกับ เคานต์นิโคลาส อีลลิซ บิดาของเขาซึ่งขณะนั้นเป็นนายทหารประจำกองทัพ ทั้งสองมีบตรด้วยกัน 5 คน โดยหนูน้อยลีโอเป็นบุตรคนสุดท้อง

แต่แล้วเมื่อลีโออายุได้เพียง 3 ขวบ มารดาก็ถึงแก่กรรม จากนั้นอีกราว 2 ปี บิดาก็สิ้นชีพไปอีกคน เขาจึงต้องอยู่ในการดูแลของญาติผู้ใหญ่ เมื่อเข้าสู่วัยเรียนก็ได้รับการศึกษาเยี่ยงชนชั้นผู้ดีมีเงินในครั้งกระโน้น นั่นก็คือการว่าจ้างครูผู้ทรงภูมิมาสอนถึงที่คฤหาสน์ โดยมีครูชาวต่างชาติถึง 2 ท่าน คือครูชาวเยอรมันและฝรั่งเศส  มีเหตุการณ์หนึ่งที่ฝังใจหนูน้อยลีโอเสมอมา ก็คือ วันที่ครูเยอรมันแสนใจดีมีเมตตา แต่กลับจ้างคนมาฆ่าสุนัขของครูเอง เพื่อให้มันหลุดพ้นความทรมานจากอุ้งเท้าที่แหลกเละและร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลีโอเห็นว่ามันเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่ง เขาระบายความอัดอั้นนั้นด้วยการร้องไห้ไม่หยุด จนโดนใครต่อใครล้อว่า เขาคือ "เจ้าลีโอจอมขี้แง" (Leo cry-baby)

ปี ค.ศ. 1843 ลีโอตามพี่ชายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคาซาน โดยเลือกวิชาภาษาตะวันออก เพราะหวังจะเป็นนักการทูตเมื่อเรียนจบ  ในปีแรกแห่งการศึกษา เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ ทำความสะอาดห้องเอง ไปไหนมาไหนด้วยการเดิน  ไม่ต้องการคนรับใช้หรือรถม้า (เขาบอกคนทางบ้านว่า หากซื้อรถม้าให้ เขาจะนำไปขาย แล้วเอาเงินไปแจกคนยากจนซะให้หมด) นอกจากนั้นยังเช้าโบสถ์ ร่วมพิธีสวดมิได้ขาด

เมื่อเริ่มเรียนปีที่สอง ลีโอก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มเที่ยวเตร่ ร่วมก๊วนสำมะเลเทเมา เฮฮาปาร์ตี้ เคล้าสุรานารีเป็นกิจวัตร  ในที่สุดผลการเรียนการสอบก็ต้องตกต่ำถึงขั้นที่ครูต้องบันทึกในใบรายงาน ว่า "เรียนไม่เข้าเกณฑ์  ผลการเรียนล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง !"

แม้รู้สึกเสียใจแต่ก็หาได้ย่อท้อไม่ เขาได้เขียนจดหมายถึงป้า ผู้ส่งเสียเขามาโดยตลอดว่า "ผมตัดสินใจใหม่แล้วครับ ที่จะเรียนกฎหมาย และขอสัญญาว่าจะเลิกมั่วสุมกับสิ่งเสื่อมต่ำทั้งหลาย แต่จะตั้งใจเรียนกระทั่งสำเร็จการศึกษาให้จงได้ "

แต่แล้ว เมื่อเริ่มเรียนวิชานิติศาสตร์ในปี 1 ก็กลับพบว่าช่างไม่ถูกโฉลกกับเขาเสียเลย เพราะมันช่างน่าเบื่ออย่างที่สุด แม้เขาจะพยายามฝืนเรียนจนครบ 1 ปี แต่เมื่อขึ้นปี2 เขาก็หลบลี้เข้าฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุด ลุยอ่านหนังสือวรรณกรรมของนักปราชญ์ชื่อก้อง เช่น รุสโซ  เกอเธ่  บุชกิ้น  โกโกล  ฯลฯ

ครั้นวันที่ 12 เมษายน  ค.ศ.1847 เขาได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นนักศึกษา โดยให้เหตุผลกับอธิการบดีว่า "สุขภาพไม่ดีพอที่จะร่ำเรียนต่อไปไหว"

แล้วสิ่งที่เขาปฏิบัติหลังจากนั้นก็คือ รวบรวมหนังสือของเขาที่มีทั้งหมดบรรจุลงกระเป๋า ตามที่ตั้งใจไว้ว่าจะศึกษาด้วยตนเอง พร้อมกับการกลับไปที่ดินอันกว้างใหญ่ของตระกูลที่ยาสนายา ปาเลียนา เพื่อใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาชาวไร่ อย่างสุขสงบ

แต่เพียงไม่นาน ลีโอก็เริ่มเหม่อลอยฟุ้งฝันถึงแสงสีและความเย้ายวนในเมืองใหญ่ที่เขาเคยลุ่มหลง แล้วเขาก็พาตนเองกลับไปสู่สิ่งนั้นอีกจนได้ หนำซ้ำยังหนักหน่วงกว่าเดิม เพราะนอกจากจะหมดเนื้อหมดตัวไปกับการเริงราตรี ยังติดหนี้การพนันเป็นเงินก้อนใหญ่

สุดท้ายจึงต้องซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย ซึ่งพี่ชายที่แสนดีก็รับชดใช้หนี้ให้ แต่มีเงื่อนไขให้เขาจะต้องไปเป็นทหารปืนใหญ่ที่หมู่บ้านคอสแสค เพื่อฝึกปรือจิตใจให้แข็งแกร่ง ซึ่งดูเผินๆเหมือนดังการทรมานน้องชายคนเล็ก แต่นั่นกลับทำให้ลีโอ ตอลสตอยได้ฉายแววแห่งอัจฉริยะอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  เพราะนอกจากได้ทั้งแข็งแกร่งแห่งจิตใจ เขายังได้เขียนบทความ นิยาย อันนำมาจากประสบการณ์จริงจากการเป็นทหารหาญ

ซึ่งข้อเขียนทั้งหมดค่อยๆเป็นที่รู้จัก กระทั่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเรื่อง Chidhood (เล่าเรื่องชีวิตวัยเยาว์) ที่ ดอสโตเยฟสกี้ประพันธกรโด่งดังแห่งยุค อ่านแล้วถึงกับอุทานว่า "ฟ้าส่งคนเก่ง คนดี มาเกิดอีกคนแล้ว"

แม้ตอลดชีวิตที่ผ่านมาลีโอ ตอลสตอย จะเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกจากบทประพันธ์อันมากมาย (โดยเฉพาะ เรื่องสงครามและสันติภาพ (War And Peace) นวนิยายอมตะที่มีความยาว 7 แสนคำ หนาถึง 1400 หน้า)  แต่หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ก็จะทราบว่า เขายังเป็น "นักการศึกษาคนสำคัญในโลกด้วย"

บุคคลที่จุดประกายให้เขาสนใจในเรื่องนี้ นั่นคือ แบร์โทลด์ เอาเอร์บัท ประพันธกรคนโปรดชาวเยอรมัน และ จูลีอูส โฟรเบล นักวิชาการเจ้าของโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นหลานชายของเขาเอง ผู้มีวิสัยทัศน์ว่า "การศึกษามิใช่ศาสตร์ที่โดดเดี่ยว แต่โยงใยกับเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง"

ชีวิตบั้นปลายของตอลสตอย คือการอุทิศทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับสาธารณะ ส่วนบ้าน ลิขสิทธิ์หนังสือ และเงินจำนวนหนึ่งได้ยกให้บุตรและภรรยาผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จากนั้นเขาก็ออกเร่ร่อนใช้ชีวิตเยี่ยงชายชราพเนจรในวัย 82 ปี กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 ลีโอ ตอลสตอยก็สิ้นใจด้วยโรคปอดที่สถานีรถไฟเล็กๆในเมืองแอสตาโปโว

แม้ตอลสตอยจะถือกำเนิดในชนชั้นสูง ร่ำรวย แต่เขากลับกล้าตีแผ่ ชีวิตจริงที่ไม่งดงามทั้งคนรวยและคนยากจน งานเขียนของเขาจึงเร้าใจละสมจริง กระทั่งได้รับการยอมรับว่าเป็น วรรณกรรมอมตะแนวสัจนิยม (Realistic Literary)

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1828
เกิด ที่เมืองตูลา (ห่างจากกรุงมอสโคว์ราว 200 ก.ม.)

ค.ศ. 1831
มารดาก็ถึงแก่กรรม

ค.ศ. 1833
บิดาก็ถึงแก่กรรม

ค.ศ. 1843
ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคาซาน โดยเลือกวิชาภาษาตะวันออก

ค.ศ. 1847
เขาได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นนักศึกษา

ค.ศ. 1862
แต่งงานกับ Sonya Andreyevna Behrs

ค.ศ. 1865
ตีพิมพ์ผลงานชิ้นเอก สงครามและสันติภาพ (War and Peace)

ค.ศ.  1877
ออกผลงานมาสเตอร์พีช คือ แอนนา คาเรนินา (นวนิยายแนวโศกนาฏกรรมหญิงสาวคนหนึ่ง)

ค.ศ. 1910
สิ้นใจด้วยโรคปอดที่สถานีรถไฟเล็กๆในเมืองแอสตาโปโว

วาทะ

"ความยากจนเกิดจาก มีคนกลุ่มหนึ่งผูกขาดทรัพยากรไว้ แล้วสร้างอารยธรรมที่จอมปลอมและเสื่อมทราม"

"คนเราโดยมาก ครุ่นคิดแต่จะเปลี่ยนแปลงโลก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดที่จะปรับปรุงเลยก็คือ ...ตนเอง"

"ธรรมชาติคือมิตรที่แท้ของคุณตราบจนวันที่คุณตาย 
และเมื่อคุณตาย คุณก็จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ"

"สัจธรรมแห่งชีวิต คือ สิ่งที่ข้าแสวงหา"

"โรงเรียนมิใช่อยู่แค่ในโรงเรียน แต่มันอยู่ในหนังสือพิมพ์ และ ร้านกาแฟ"

ดูเพิ่มเติม

WHAT I BELIEVE by Leo Tolstoy - FULL AudioBook | Greatest Audio Books


Reading Group 2014 วรรณกรรมคลาสสิค สงครามและสันติภาพ War And Peace


Reading Group ลีโอ ตอลสตอย : อันนา คาเรนิน่า


๐ คำสารภาพ ๐ พื้นที่ชีวิต ThaiPBS 05-07-2015

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน