แพทย์แห่งธรรม

สวามี ศิวานันทะ สรัสวตี

คำสอน

"จงตระหนักว่าโลกทั้งปวงนี้คือกายของเธอ คือบ้านของเธอ"

คติพจน์แห่งศิวานันทะ

  1. ชีวิตคือความมุ่งหมายบรรลุถึงพระผู้เป็นเจ้า
  2. การรับใช้มนุษย์คือการบูชาพระผู้เป็นเจ้า
  3. พระผู้เป็นเจ้าคือสันติ คือบรมสุข คือแสงสว่าง
  4. การทำงานคือการบูชา จงอุทิศการกระทำของเธอแด่พระผู้เป็นเจ้า
  5. ควบคุมการสัมผัสรับรู้ ควบคุมจิต จงซื่อสัตย์และบริสุทธิ์
  6. รับใช้ผู้ป่วย รับใช้ผู้ขัดสน รับใช้สรรพสัตว์ทั้งหลาย
  7. จงอย่าทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น อดทนต่อการดูหมิ่นและการทำร้าย
  8. เธอคือวิญญาณอมตะอันอิสระ หรือ อาตมัน อยู่เสมอ

ไม่แบ่งแยก

"จงตระหนักว่าโลกทั้งปวงนี้คือกายของเธอ คือบ้านของเธอ จงหลอมละลายหรือทำลายสิ่งกั้นขวางทั้งปวงที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากมนุษย์ ความคิดที่ว่าเหนือกว่า นั่นแหละคือความเขลาหรือความหลง จงเจริญขึ้นในวิศวะ-เปรมะ คือความรักอันโอบกอดไว้ทั้งหมด จงรวมเป็นหนึ่งกับทั้งหมด

เพราะความแบ่งแยกคือความตาย แต่ความเป็นหนึ่งคือชีวิตนิรันดร์ โลกทั้งปวงคือวิศวะ-พฤนทาวัน (เมืองศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่พำนักของพระกฤษณะในวัยเยาว์) จงตระหนักว่ากายนี้คือวิหารอันเคลื่อนที่ของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าเธอจะอยู่ ณ ที่แห่งใด ไม่ว่าที่บ้าน ในที่ทำงาน สถานีรถไฟ หรือตลาด จงตระหนักว่าเธออยู่ในวิหาร จงถวายทุกการกระทำให้เป็นดั่งเครื่องบูชาแด่พระผู้เป็นเจ้า จงแปรเปลี่ยนทุกการงานให้เป็นโยคะด้วยการถวายผลแห่งการงานทั้งปวงแด่พระผู้เป็นเจ้า"

"จงแลเห็นพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในทุกดวงหน้า
และพิศดูพระองค์ซึ่งทรงอยู่ในทุกสรรพสัตว์"

ความรุนแรง

"ความรุนแรงคือศัตรูตัวร้ายที่สุดของปัญญา มันแบ่งแยกและร้าวฉาน มันกั้นขวางการตระหนักรู้ในความเป็นเอกภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียว การกล่าวถ้อยคำหยาบคายแก่ผู้ยากไร้ ผู้รับใช้ หรือผู้น้อย ล้วนคือความรุนแรง ความไม่สามารถปลดเปลื้องความเจ็บปวดและปัญหาในผู้อื่นคือความรุนแรงอันเลวร้าย การเห็นด้วยกับการกระทำอันก้าวร้าวของผู้อื่นนั้นตรงกันข้ามกับการไม่ใช้ความรุนแรง(อหิงสา) จงหลีกพ้นโดยเด็ดขาดจากความก้าวร้าวในทุกรูปแบบ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งในผลบวกหรือผลลบ ทั้งในทันทีหรือในภายหลัง

จงฝึกปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบอันบริสุทธิ์แท้ๆ ของมัน และแปรเปลี่ยนเป็นทิพย์ การไม่ใช้ความรุนแรงและทิพยภาวะนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน มันช่างเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาที่คิดว่าเธอแบ่งแยกจากคนอื่นๆในโลก ด้วยเธอเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมด ดังนั้น ในการทำร้ายผู้อื่น เธอก็ทำร้ายตนเอง ในการรักผู้อื่น เธอก็รักตนเอง การแบ่งแยกนั้นคือความตาย การเป็นหนึ่งเดียวนั้นคือชีวิตนิรันดร์"

อหิงสา

"ปุถุชนทั่วไปมักคิดเพียงแต่ว่าอหิงสาคือการไม่ทำร้ายสรรพชีวิตในทางกาย ทว่านี่เป็นเพียงอหิงสาแบบหยาบๆ คำปฏิญาณแห่งอหิงสานั้นจะขาดสิ้นแม้แต่ด้วยการดูหมิ่นในผู้อื่น แม้แต่ด้วยการไม่นิยมชมชอบโดยไร้เหตุผลอย่างคึกคะนองหรืออคติเดียดฉันท์ต่อใครก็ตาม

ด้วยการบึ้งตึงต่อผู้อื่น ด้วยการรังเกียจผู้อื่น ด้วยการข่มผู้อื่น ด้วยการกล่าวร้ายผู้อื่น ด้วยการนินทา หรือด้วยการสบประมาท ด้วยการเก็บงำความเกลียดชัง ด้วยการกล่าวเท็จ หรือการทำลายผู้อื่นด้วยหนทางใดๆ ก็ตาม ถ้อยคำอันก้าวร้าวหรือหยาบคายนั่นแหละคือหิงสา (ความรุนแรงและทำให้เสียหาย)

การใช้ถ้อยคำก้าวร้าวต่อยาจก คนรับใช้ และผู้ที่ด้อยกว่านั่นแหละคือหิงสา การทำให้ความรู้สึกของผู้อื่นความเสียหาย ด้วยท่าทาง การแสดงออก น้ำเสียง หรือถ้อยคำอันเลวร้ายล้วนเป็นหิงสาด้วย การดูถูกหรือการแสดงความหยาบคายโดยเจตนาต่อผู้อื่นในต่อหน้าผู้คนคือหิงสาอันมุ่งร้าย

การเห็นชอบต่อการกระทำอันก้าวร้าวของผู้อื่นคือหิงสาอย่างอ้อมๆ การล้มเหลวในการบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น หรือแม้แต่การละเลยที่จะไปเยือนผู้คนผู้อยู่ในความเศร้าโศกก็นับเป็นหิงสาอย่างหนึ่ง เพราะมันคือบาปแห่งการละเลย 

จงหลีกเลี่ยงอย่างเคร่งครัดต่อรูปแบบแห่งความก้าวร้าวรุนแรงทั้งหลาย ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งชัดเจนหรือไม่ชัดเจน โดยทันทีหรือโดยล่าช้า จงฝึกปฏิบัติอหิงสาในรูปแบบอันบริสุทธิ์สูงสุดของมันและกลายเป็นทิพย์ เพราะอหิงสาและความเป็นทิพย์แห่งพระเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียว"

การรับใช้

"จงทำหน้าที่สุดความสามารถของเธอ และปล่อยให้ผลนั้นเป็นของพระผู้เป็นเจ้า จงกระทำทุกการกระทำของเธออย่างไม่ยึดติด ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอุทิศสู่ความเป็นทิพย์ เมื่อนั้นแหละ การกระทำทั้งหลายจะไม่ผูกยึดเธอไว้ และดวงใจของเธอก็จะบริสุทธิ์ จงทำให้ทุกการกระทำของเธอเป็นไปในทางจิตวิญญาณ จงมองด้วยความกรุณา จงพูดด้วยคำอ่อนหวาน จงสัมผัสด้วยความนุ่มนวล... จงหล่อเลี้ยงดวงจิตของเธอด้วยความคิดคำนึงถึงพระผู้เป็นเจ้า หล่อเลี้ยงใจของเธอด้วยความบริสุทธิ์ หล่อเลี้ยงมือของเธอด้วยการรับใช้อันไร้ตัวตน จงซึมซาบอยู่ในความระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตอันเป็นหนึ่งเดียว"

"จงอย่าได้กล่าวว่า 'ฉันได้ช่วยคนผู้นั้น' จงรู้สึกและระลึกว่า คนผู้นั้นได้ให้โอกาสฉันในการรับใช้ การรับใช้ครั้งนี้ได้ช่วยชำระจิตใจฉันให้บริสุทธิ์ และฉันสำนึกในบุญคุณของเขาเป็นอย่างยิ่ง"

ชีวประวัติ

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "โยคะ" และอาจเข้าใจแต่เพียงว่า โยคะ คือกายบริหารด้วยอาสนะ (ท่าทาง) อันประสานกับลมหายใจและจิตเพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วโยคะเป็นปรัชญาที่สมบูรณ์ด้วยคำสอนซึ่งมีจุดมุ่งหมายปลายทางคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ ดังที่ มหาฤษี ปตัญชลี (มีชีวิตอยู่ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่าง 300 ปีก่อนคริสตกาล ถึง 300 ปี หลังคริสตกาล) ได้กล่าวไว้ในโศลกแรกแห่งโยคะสูตรว่า "โยคศฺ จิตฺต วฤตฺติ นิโรธะ" หรือ "โยคะคือการดับการกระทำแห่งจิต" และจากคำสอนอันลึกซึ้งแห่งปรัชญาฝ่ายโยคะนี้เองที่ทำให้นายแพทย์หนุ่มชาวอินเดียคนหนึ่งเลือกทิ้งอนาคตแห่งการเป็นหมออันรุ่งโรจน์ มาทุ่มเทฝึกฝนทางจิตวิญญาณด้วยเห็นว่า ความป่วยไข้อันแท้จริงนั้นคือความป่วยไข้ทางใจ และได้กลายเป็นคุรุทางฝ่ายโยคะและเวทานตะแห่งฮินดูท่านสำคัญที่เผยแผ่ปรัชญาโยคะให้เป็นที่รู้จักแก่โลกสากลอย่างกว้างขวาง

กุปปุสวามี

เด็กชายกุปปุสวามี เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1887 ที่เมืองปัถถมาได (Pattamadai) รัฐ ทมิฬนาฑู ทางใต้ของประเทศอินเดีย เขาเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวและร่าเริงและมีร่างกายแข็งแรง บิดามารดาของเขาเป็นผู้ศรัทธาในพระศิวะ ทุกๆ วันที่พวกท่านทำการบูชา เด็กชายกุปปุสวามีก็ร่วมสวดมนต์ด้วยเสมอ ความมีจิตใจอันงดงามนี้เองที่ทำให้ท่านเลือกเรียนทางด้านการแพทย์ ที่โรงเรียนแพทย์ ใน ตันจอร์ และความสามารถอันโดดเด่น ทำให้อาจารย์แนะนำให้ท่านเรียนทางด้านศัลยศาสตร์ ในขณะที่ท่านเพิ่งศึกษาอยู่เพียงชั้นปีแรก

อ่อนโยนและเมตตา

หลังจากเรียนจบ นายแพทย์กุปปุสวามีได้ฝึกงานอยู่ที่ ติรูจิ ในเวลานี้เองท่านได้ริเริ่มจัดทำวารสารทางการแพทย์ชื่อว่า "The Ambrosia"  โดยมารดาของท่านเป็นผู้สนับสนุนเงินจำนวนหนึ่งร้อยรูปีให้เป็นค่าดำเนินงาน แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ กระนั้น นายแพทย์หนุ่มก็ยังแจกนิตยสารนี้โดยไม่คิดมูลค่า เพราะท่านรู้สึกเกรงใจที่จะขอรับการบริจาค ต่อมาเมื่อท่านได้ทราบว่า ที่มาเลเซีย (ในขณะนั้นอยู่ในการปกครองของอังกฤษ) มีชาวอินเดียเป็นจำนวนมากซึ่งทำงานอยู่ที่นั่นอย่างยากลำบาก ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปมาเลเซีย ในปี 1913 ความสามารถของท่านทำให้ท่านได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ในช่วงเวลานี้ท่านทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือคนป่วยผู้ยากไร้ และในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งการใฝ่หาความรู้จากนายแพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญท่านอื่นๆ ไม่นานนัก นายแพทย์กุปปุสวามีก็เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นนายแพทย์ผู้เมตตา อ่อนโยน มีความเอื้อเฟื้อ มีอารมณ์ขัน และมีความสามารถในการรักษาโรคให้หายหลายครั้ง ท่านออกไปดูแลคนป่วยแบบส่วนตัวโดยไม่คิดค่ารักษา นอกจากนี้ยังมอบเงินให้แก่คนไข้เหล่านั้นในให้เป็นค่าใช้จ่ายในยามป่วยไข้อีกด้วย จนคนไข้ต่างพากันพูดว่า ท่านคือของขวัญอันวิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า

ทางแห่งจิตวิญญาณ

ถึงแม้จะมีภาระหน้าที่อันหนักและวุ่นวาย ท่านยังคงไม่ลืมสิ่งที่กระทำมาตลอดตั้งแต่เด็ก ท่านถวายทานแก่นักบวช และขอทาน วันหนึ่งท่านได้มีโอกาสรักษานักบวชรูปหนึ่ง และนักบวชรูปนั้นได้มอบหนังสือธรรมะแก่ท่านพร้อมทั้งพูดเกี่ยวกับโยคะและเวทานตะ เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจทำให้ท่านตั้งคำถามกับชีวิต ท่านเริ่มศึกษาคำสอนของสวามีรูปต่างๆ รวมทั้ง ภควัทคีตา มหาภารตะ และไบเบิล ท่านมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้คนในระดับที่สูงขึ้นไปมากกว่าแค่ความป่วยทางร่างกาย ท่านกล่าวไว้ในอัตชีวประวัติของท่านถึงเวลานั้นว่า
 

"มันไม่มีกิจอันใดในชีวิต ที่สูงส่งมากไปกว่ากิจวัตรแห่งการงานในที่ทำงาน การกิน และการดื่มอีกแล้วหรือ? มันไม่มีสิ่งใดที่เป็นความสูงส่งแห่งสุขนิรันดร์มากไปกว่าความพึงพอใจอันชั่วครั้งคราวและมายานี้หรือ? ชีวิตนี้เที่ยงแท้เพียงใด? ความไม่ปลอดภัยนั้นมีอยู่บนผืนโลกนี้เพียงใด? ด้วยโรคภัยต่างๆ ความกังวลต่างๆ ความกลัดกลุ้มต่างๆ ความกลัวและความผิดหวังต่างๆ โลกแห่งนามและรูปทั้งหลายล้วนแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ เวลานั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความหวังแห่งความสุขทั้งหลายในโลกนี้สิ้นสุดลงที่ความเจ็บปวด สิ้นหวัง และโศกเศร้า...นี่คือความคิดที่เกิดขึ้นตลอดในใจของฉัน"

ในปี 1923 ท่านเดินทางกลับอินเดียและเริ่มออกจาริกยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จากพาราณสีสู่หิมาลัย ท่านเดินทางถึงเมืองฤษีเกศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1924 และได้พบกับสวามี วิศวานันทะ สรัสวตี และได้บวชเป็นสันยาสีที่สำนักของสวามี วิศวานันทะนี้เอง โดยได้รับนามว่า "ศิวานันทะ" ท่านได้ฝึกฝนอย่างหนักตลอดระยะเวลาสิบปี ทั้งอดอาหาร บำเพ็ญสมาธิ ศึกษาโยคะ และคัมภีร์ต่างๆ และยังคงไม่ทอดทิ้งความสามารถทางการแพทย์ ท่านดูแลนักบวชรูปอื่นๆที่ป่วยไข้ ออกภิกขาจารและนำอาหารมาแบ่งปัน ล้างเท้าให้กับท่านเหล่านั้น และหลังจากการฝึกตนอย่างเข้มข้นและยาวนาน ท่านได้เข้าถึง "นิรวิกัลปสมาธิ" คือสมาธิอันดับการกระทำแห่งจิต อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของโยคะ

โยคะแห่งสากล

ในเวลานั้นเอง ท่านได้รับการยกย่องในฐานะคุรุฝ่ายโยคะคนสำคัญรูปหนึ่ง เริ่มมีผู้คนสนใจมาศึกษากับท่านมากขึ้น คำสอนของท่านถูกเผยแผ่ไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ในปี 1936 ท่านสร้างอาศรมเล็กๆ ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในเมืองฤษีเกศ และได้กลายมาเป็น "The Divine Life Society" โดยมีเป้าหมายในการรับใช้และพัฒนาชีวิตแห่งจิตวิญญาณของผู้คน ผ่านคำสอนฝ่ายโยคะและเวทานตะ เพื่อให้ผู้คนได้หยั่งเห็นภาวะของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีอยู่ภายในมนุษย์ทุกผู้คน ท่านเขียนหนังสือเป็นจำนวนมากกว่า 200 เล่ม คำสอนของท่านลึกซึ้งกว้างขวาง และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย ปัจจุบัน  The Divine Life Society มีสาขาอยู่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

สวามี ศิวานันทะ ละสังขารสู่มหาสมาธิในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1963 ที่อาศรมของท่านเอง 

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1887 - 1912
เกิดที่เมืองปัถถมาได รัฐทมิฬนาฑู ทางใต้ของประเทศอินเดีย สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียน  Rajah’s High School แล้วเข้าศึกษาต่อที่ S.P.G. College จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการแพทย์ เมื่อเรียนจบได้ฝึกงานอยู่ที่เมือง ติรูจิ

ค.ศ. 1913
เดินทางสู่มาเลเซีย ทำงานเป็นผู้อำนวยการและนายแพทย์อยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 ปี

ค.ศ. 1923
เดินทางกลับอินเดีย แสวงหาความรู้ทางจิตวิญญาณ

ค.ศ. 1924
จาริกถึงเมือง ฤษีเกศ ได้พบกับสวามีวิศวานันทะ ได้รับการบวชโดยมีนามว่า “ศิวานันทะ” ฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด

ค.ศ. 1936
สร้างอาศรมเล็กๆขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในเมืองฤษีเกศ นับเป็นจุดเริ่มต้นของ The Divine Life Society มีผู้คนสนใจมาศึกษากับท่านเป็นจำนวนมาก
ค.ศ. 1963 – ละสังขาร สู่มหาสมาธิ

วาทะ

มันจะมีอะไรบางอย่างที่ดีในความผิดพลาดเสมอ
คุณแค่ยังไม่มีโอกาสได้เห็น เวลาจะเปิดเผยมันเอง

ใส่ใจ สมอง และจิตวิญญาณของคุณลงในทุกขณะ
แม้ในขณะที่เล็กย่อยที่สุด นี่คือจิตวิญญาณแห่งความสำเร็จ

การทำสมาธิมันจะยากลำบากในตอนแรก
แต่ก็จะนำมาซึ่งสุขที่แท้และความสงบอันไม่สิ้นสุด

อ่านเพิ่มเติม

ดูเพิ่มเติม

Master Sivananda filmed in Rishikesh, India 1887-1963. 


Swami Sivananda

เรียบเรียงโดย

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

แบ่งปัน