ธรรมภาษา

หลวงพ่อชา สุภทฺโท

คำสอน

"กินข้าวทำไม" "กินข้าวอย่างไร" "กินข้าวแล้วเกิดผลอย่างไร"

ตกเย็นวันหนึ่ง หลวงพ่อสั่งให้พระญาณธมฺโมเข้าไปถวายการนวดที่กุฏิเป็นการส่วนตัว พระญาณธมฺโมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อชาหายาก ขณะที่ถวายการนวดไปด้วยจิตใจฟูฟ่องอยู่นั้น อย่างไม่ทันรู้ตัว หลวงพ่อชาได้ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกของพระอาจารย์ญาณธมฺโมจนล้มกระแทก ท่ามกลางความมึนงงสงสัย ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงพ่อชาได้กล่าวสอนขึ้นว่า "จิตใจไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็ขัดเคืองหงุดหงิด เมื่อได้ตามปรารถนาก็ฟูฟ่อง"

พระญาณธมฺโมถึงกับร้องไห้ออกมาเพราะซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน ปรารภกับตนเองในใจว่า "หลวงพ่อมีเมตตามากที่ชี้กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้นเราคงจะมืดบอดมองไม่เห็น คงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน" ดังที่กล่าวมานี้เป็นแนวคิดหลักของหลวงพ่อชา คือความมั่นคงไม่ไหลไปตามความรู้สึกต่างๆ ของตน

หลวงพ่อชาเห็นว่าจุดหมายของเราคือการพ้นทุกข์โดยใช้ศีล สมาธิ ปัญญา เราควรมองเข้าหาตัวเอง ดูธรรมชาติที่เกิดขึ้น และให้รู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามกิเลสและสิ่งเร้าภายนอก

ท่านเคยตอบคำถามผู้ที่ถามว่า ปฏิบัติธรรมทำไม ปฏิบัติธรรมอย่างไร และปฏิบัติธรรมแล้วเกิดผลอย่างไร ว่า กินข้าวทำไม กินข้าวอย่างไร กินข้าวแล้วเกิดผลอย่างไร ท่านว่าต่อว่า ธรรมะก็เหมือนกับการกินข้าว เรากินเพราะหิวหรือเพราะเกิดทุกข์ และเพื่อให้เกิดผลคืออิ่มและดับทุกข์ได้

หลวงพ่อชาได้ตั้งตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่หมู่คณะด้วยยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลังจึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก" ไม่ว่าจะทำกิจวัตรอันใด เช่น กวาดวัด จัดที่ฉัน ล้างบาตร นั่งสมาธิ ตักน้ำ ทำวัตร สวดมนต์ เดินจงกรม หลวงพ่อชาลงมือทำเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ตลอด โดยถือหลักว่า "สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ" ด้วยเหตุนี้ ศิษย์และญาติโยมจึงเกิดความเลื่อมใสเคารพยำเกรงในตัวท่านมาก

ชีวประวัติ

หลวงพ่อชา สุภทฺโท เดิมชื่อ ชา ช่วงโชติ เป็นชาวอุบลราชธานี อายุ 20 ปี ออกบวชศึกษาธรรมตามหลักศาสนา จนเมื่อบิดาถึงแก่กรรม ก็มองเห็นความเป็นอนิจจังของชีวิต เกิดเบื่อหน่ายพิจารณาเห็นว่าการศึกษาปริยัติหรือหาความรู้เพียงอย่างเดียวไม่ใช้ทางพ้นทุกข์ จึงออกธุดงค์

หลวงพ่อชาได้ธุดงค์ฝึกฝนบำเพ็ญจิตไปตามที่ต่างๆ ขณะเดียวกันก็ออกตามหาครูที่จะมาสอนวิชาวิปัสสนาสมาธิให้กับตน ในปี 2490 ท่านได้เดินทางไปที่วัดหนองผือนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์มั่นได้เทศนาสั่งสอนธรรมแก่ท่านหลายอย่าง หลวงพ่อชาได้รับเอาคำสอนหลายอย่างมาปฏิบัติกับตัวและใช้สอนต่อไป

ปี พ.ศ. 2497 หลวงพ่อชาเดินทางกลับมาโปรดโยมแม่ที่บ้านเกิด บริเวณป่าพง ในที่แห่งนี้ท่านได้ทำการบุกเบิกสถานที่ก่อสร้างขึ้นเป็น "วัดหนองป่าพง"

มีคนเดินทางมาศึกษาธรรมกับท่านอย่างมากมาย ต่อมาได้มีชาวต่างประเทศที่สนใจในหลักธรรมเข้ามาศึกษาธรรมกับท่านจนท่านได้ก่อตั้งวัดป่านานาชาติขึ้น จากการบอกต่อกันไปทำให้มีชาวต่างชาติมาเรียนธรรมะกับท่านมาก มีผู้คนสอบถามท่านเสมอว่า ท่านสอนคนต่างประเทศได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย คำตอบของท่านก็คือ "ที่บ้านโยมมีสัตว์เลี้ยงไหมอย่างหมาแมวหรือวัวควายอย่างนี้ เวลาพูดกับมันโยมต้องรู้ภาษาของมันด้วยหรือเปล่า?" สำหรับหลวงพ่อชา การสอนที่สำคัญมิใช่การพูด แต่อยู่ที่การทำให้ดูและชวนให้ทำ ซึ่งใครๆ สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยภาษาใดๆ การเรียนรู้จากการทำนั้นให้ผลที่ยั่งยืนกว่า เช่นเดียวกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือไม่ดีก็สามารถสอนใจเราได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะรู้จักมองหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนหรือไม่

หลวงพ่อชาถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2536
 

เส้นทางชีวิต

พ.ศ. 2461
เด็กชายชา ช่วงโขติ เกิด

พ.ศ. 2474
บวชเป็นสามเณรอยู่ 3 พรรษา แล้วสึกออกไปช่วยกิจการที่บ้าน

พ.ศ. 2482
ได้อุปสมบทเป็นภิกษุมีฉายานามว่า สุภทฺโท

พ.ศ. 2490
พบพระอาจารย์มั่น ได้สดับธรรมจากท่านจนเกิดความเลื่อมใสรับแนวทางของท่านมาเป็นหลักปฏิบัติของตน

พ.ศ. 2497
สร้างวัดหนองป่าพง

พ.ศ. 2518
สร้างวัดป่านานาชาติ

พ.ศ. 2520
ไปแสดงธรรมที่ต่างประเทศครั้งแรก

พ.ศ. 2522
ไปแสดงธรรมที่ต่างประเทศครั้งที่สอง และสนับสนุนการสร้างวัดป่าจิตตวิเวกที่ชานเมืองประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2535
ละสังขารจากไปด้วยอาการสงบ

วาทะ

ผู้ใดมี "สติ" ... อยู่ทุกเวลา
ผู้นั้นก็จะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า...อยู่ตลอดเวลา

เปรียบน้ำฝน มันเป็นน้ำที่สะอาด มันจะมีความใสที่สะอาดปกติดี

ถ้าหากเราเอาสีเขียว สีเหลืองใส่เข้าไป
น้ำมันก็เป็นสีเหลือง สีเขียว
จิตใจเรานี้เช่นกัน ฉันนั้น

"ตัวปัญญา" กับ "ตัวสมาธิ" นี้
เมื่อเราพูดแยกกันออก คล้าย ๆ กับคนละตัว
จริง ๆ มันตัวเดียวกันนั่นเองแหละ
ตัวปัญญา มันเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น
อือ มันออกจากจิตนี้แหละ แต่มันแยกกันออกไป มันเป็นคนละลักษณะ

อะไรมันหนักก็วางลงเถิด สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมีเพียงเท่านี้

อ่านเพิ่มเติม

  • นอกเหตุเหนือผล. พระโพธิญาณเถร. หลวงพ่อชา สุภทฺโท
  • ใต้ร่มโพธิญาณ. หลวงพ่อชา สุภทฺโท
  • อุปลมณี. กองทุนพลังชีวิตอาคมธรรมทาน

ดูเพิ่มเติม

วิธีฝึกจิตให้เกิดปัญญา หลวงพ่อชา สุภัทโท

สำนักปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อชา สาขาต่างประเทศ

วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เกี่ยวเนื่อง

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

สุภัทร์ อักษราชัยพฤกษ์

แบ่งปัน