ผู้เผยแพร่คำสอนที่แท้ด้วยเสียงหัวเราะ

ไอดีร์ส ซาฮ์

คำสอน

“การตื่นรู้ต้องเป็นไปทีละนิดทีละหน่อย มิฉะนั้นแล้วเราจะถูกการตื่นรู้ครอบงำ”

ไอดีร์ส ซาฮ์ นับถือศาสนาอิสลาม นิกายซูฟีย์ ตลอดชีวิตของเขาจึงทุ่มเทไปกับการนำเสนอหลักการสำคัญ หรือหัวใจของคำสอนซูฟี่ย์ หนังสือของเขามียอดขายกว่าสิบห้าล้านเล่ม ได้รับการตีพิมพ์กว่า 20 ภาษาทั่วโลก รวมถึงอักษรเบลล์ และครอบคลุมเนื้อหามากมายในปรัชญาศาสนาอิสลาม เช่น จิตวิทยา วิธีชีวิต ปรัชญา การบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ทั้งยังมีลีลาการเขียนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน

จุดเด่นของงานเขียนของซาฮ์ คือเขาสามารถดึงดูดผู้อ่านให้สนใจในปรัชญา คำสอน และศาสนาได้ ที่สำคัญคือเป็นงานเขียนที่จับต้องได้ ไม่ได้เป็นหอคอยงาช้าง ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มคนอ่านทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย นักวิชาการ นักเขียนนวนิยาย ศิลปิน นักฟิสิกส์ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ทนายความ และแม่บ้าน

คุณประโยชน์ของงานเขียนของซาฮ์ อีกประการคือ เขาพยายามรวบรวมเรื่องราวที่ย่อยยาก ผ่านถ้อยคำที่เข้าใจง่าย อ่านสนุก แฝงด้วยข้อคิด และอารมณ์ขัน

ในด้านของการสอนหนังสือ หรือเทศนาคำสอน ก็มักเปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและเรื่องราวสนุกสนาน ซาฮ์ มักจดจำรายละเอียดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าแปลกตาแปลกใจ และเก็บมาถ่ายทอดให้ผู้อ่าน และผู้ฟังอยู่เสมอ ดังนั้นงานเขียนของเขาจึงมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่หนังสือคำสอน ไปจนถึงหนังสือนิทาน นอกจากนี้ ซาฮ์ ยังก่อตั้งกลุ่มอภิปราย ถกเถียง วรรณกรรมและงานการศึกษา โดยให้สมาชิกที่สนใจเข้าร่วมเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการสร้างความเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้อ่านของซาฮ์ ที่แปลกใหม่ ไม่น่าเบื่อ เมื่อเทียบกับงานด้านศาสนาซึ่งเปิดรับเฉพาะผู้เคร่งครัดนั้น ยิ่งทำให้ซาฮ์ เข้าถึงคนหมู่มาก ตัวเขาเองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักจิตวิทยาชื่อดัง และนักเขียนที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก อาทิ ชาร์ล ทาร์ต (Charles Tart) นักจิตวิทยา ,เท็ด ฮิวส์ (Ted Hughes) กวีชาวอังกฤษและนักเขียนวรรณกรรมเด็กเยาวชน รวมถึง ดอลิส เดซซิ่ง (Doris Lessing) นักประพันธ์รางวัลโนเบล และนักคิดที่โดดเด่นอีกหลายต่อหลายคนที่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากชาฮ์

งานเขียนของซาฮ์ มีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวรรณกรรมเด็ก ซึ่งซาฮ์ หยิบยกคำสอน หรือคติธรรม อันเป็นหัวใจของ ซูฟี่ย์ มาเรียบเรียงเป็นนิทาน เช่น Neem the Half-Boy (1998) ,The Farmer’s Wife (1998) ,The Lion Who Saw Himself in the Water (1998) ,The Boy Without A Name (2000) ,The Clever Boy and the Terrible Dangerous Animal (2000) ,The Magic Horse (2001) ,The Man With Bad Manners (2003) ,The Old Woman and The Eagle (2005) ,The Silly Chicken (2005) ,Fatima the Spinner and the Tent (2006) ,The Man and the Fox (2006) นอกจากนี้ยังมีงานวิชาการในระดับอุดมศึกษา งานเขียนเกี่ยวกับจิตวิทยาและการเรียนการสอน งานเขียนว่าด้วยซูฟี่ย์ศึกษาและวรรณกรรมตะวันออกกลาง

ตัวอย่างคำสอน และบางช่วงตอนจากวรรณกรรมของ ไอดีร์ส ซาฮ์

“มันไม่สำคัญหรอกที่จะกล่าวสิ่งใดเป็นสิ่งแรก สิ่งใดดีที่สุด หรือแม้แต่สิ่งใดน่าสนใจ สิ่งสำคัญคือ มันอยู่ในจังหวะที่ถูกต้องหรือเปล่า”

- Reflections. Learning How to Learn: Psychology and Spirituality in the Sufi Way

“สำรวจเหตุผลเบื้องหลังทุกการกระทำของเรา จากนั้นให้สำรวจเหตุผลเบื้องหลังเหตุผลดังกล่าวอีกที”

- Learning How to Learn: Psychology and Spirituality in the Sufi Way

“ ถ้าคุณต้องการทำให้คนทั่วไปมีความสุข ก็ให้เงิน อำนาจ คำเยินยอ ของขวัญ เกียรติยศกับเขา แต่ถ้าคุณต้องการทำให้คนฉลาดมีความสุข คุณต้องพัฒนาตัวเอง” 

- Reflections

“ความรู้ คือบางอย่างที่คุณใช้มันได้.
ความเชื่อ คือบางอย่างที่มันจะใช้คุณ”

- Reflections

“วิถีแห่งซูฟี่ย์ คือความรู้และการปฏิบัติ หาใช่ความฉลาดและการจำนรรจา”

- Sufi Thought and Action

 

ชีวประวัติ

ไอดีร์ส ซาฮ์ หรือ Idries Shah เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1924 ณ เมืองชิมลา แคว้นหิมาจัลประเทศ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในครอบครัวชาวอัฟกานิสถานชนชั้น เขาอุทิศชีวิตเพื่อที่จะเผยแพร่ศาสตร์และภูมิปัญญาตะวันออกข้ามพรหมแดนสู่โลกตะวันตก และรากฐานคำสอนดั้งเดิมแห่งโลกตะวันออกสู่สากลโลก ซาฮ์ มีนามปากกาว่า Arkon Daraul เป็นนักประพันธ์ และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ซูฟี่ย์

ซาฮ์ ย้ายมาอาศัยในประเทศอังกฤษ ในช่วงปี 1950 และออกเดินทางท่องเที่ยวไปในหลายที่ เขาเริ่มสนใจและเขียนงานเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถา ปี 1958 ชาฮ์แต่งงาน มีลูกชายและลูกสาว 2 คน จนกระทั่งในปี 1960 เขาได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Octagon Press เพื่อแปลคำสอนซูฟี่ย์ดั้งเดิมให้เป็นที่รู้จักเป็นหนังสือชื่อ “The Sufis” และได้รับการตอบรับจากนานาชาติเป็นอย่างดีในปี 1964

ปี 1965 ซาฮ์ ก่อตั้งสถาบันวิจัยวัฒนธรรม ณ กรุงลอนดอน โดยอุทิศชีวิตเพื่อศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการทำงานในสถาบันศึกษาองค์ความรู้มนุษยชาติ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ในด้านงานเขียน ซาฮ์พยายามนำเสนอ มุสลิมในรูปแบบสากล เขาเชื่อว่าความเป็นมุสลิมไม่คงที่ แต่ปรับตัวในปัจจุบันตามเวลา สถานที่ และผู้คนเสมอ

ตลอดชีวิตของเขา ซาฮ์เขียนหนังสือไปกว่า 12 เล่ม รวมถึงหนังสือที่วางรากฐานการศึกษาโลกมุสลิม ซูฟี่ย์อย่าง ”The Way of the Sufi” (1968) และ ”Neglected Aspects of Sufi Study” (1977).

ไอดีร์ส ซาฮ์ ถึงแก่กรรม ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1996 สิริอายุรวม 72 ปี

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1924
เกิด ณ เมืองชิมลา แคว้นหิมาจัลประเทศ ประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1950
ย้ายมาอาศัยในประเทศอังกฤษ

ค.ศ. 1958
แต่งงาน มีลูกชายและลูกสาว 2 คน

ค.ศ. 1960
ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Octagon Press

ค.ศ. 1964
หนังสือเรื่อง The Sufis เป็นที่รู้จักของนานาประเทศ

ค.ศ. 1965
ก่อตั้งสถาบันวิจัยวัฒนธรรม ณ กรุงลอนดอน

ค.ศ. 1968
เขียนหนังสือเรื่อง The Way of the Sufi

ค.ศ. 1996
ถึงแก่กรรม ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

วาทะ

"คำตอบของคนโง่คือความเงียบ"

"คำว่า 'ทางเลือก' คือการหลอกให้ผู้คนเลือก เท่าที่เขาถูกสอนให้เลือก"

"หนึ่งในโศกนาฏกรรมของยุคสมัยใหม่ คือ ผู้คนต่างเชื่ออะไรบางอย่างที่ถูกพูดโดยคนบางคน
อาจเพื่อปลุกใจ แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง หรือแอบแฝงด้วยจุดประสงค์อื่นๆ นั้น สะท้อนวิธีคิดทั้งชีวิตของเขา"

ดูเพิ่มเติม

One Pair of Eyes: Dreamwalkers, Full Documentary 

 

Idries Shah - the Latifas 

เรียบเรียงโดย

คิมหันต์กุมาร

แบ่งปัน