แพทย์เพื่อเพื่อนมนุษย์

อัลเบิร์ต ชไวเซอร์

ชีวประวัติ

"ผู้มีความสุขอย่างแท้จริงคือ ผู้ที่ค้นพบและลงมือช่วยเหลือผู้อื่น"

นักดนตรี นักปรัชญา หมอสอนศาสนา และแพทย์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 1962

14 มกราคม ค.ศ.1875 Albert Schweitzer ถือกำเนิด ที่เมือง Keyserberg ประเทศเยอรมนี (ปัจจุบันคือเมือง Haut-Rhin ในประเทศฝรั่งเศส) หลังจากเขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาในวัย 18 ปี ก็หันเหชีวิตไปเอาดีทางการเล่นดนตรี(ออแกน) เป็นเวลาถึง 8 ปี กระทั่งมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะดนตรีของ Wagner และ Bach ที่เขารักเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นชไวเซอร์ก็มุ่งสู่เมือง Strassburg เพื่อศึกษาวิชาด้านเทววิทยา ที่มหาวิทยาลัย Kaiser Wilhelm

ปี 1898  เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่อง "The Religious Philosophy of Kant" อันเป็นงานระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย Tubingen Schweitzer  จึงเดินทางเพื่อค้นคว้าข้อมูลที่กรุงปารีสเมื่ออายุ 23 ปี

ในขณะเดียวกัน ชไวเซอร์ ก็เป็นที่กล่าวขานในความสามารถทางด้านดนตรี เหตุเพราะตีความดนตรีของ Bach ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งอย่างมิหาใครเทียบได้ ไม่นานเขากับเพื่อนที่รักดนตรีจึงได้ก่อตั้ง "สมาคม Bach Society" ขึ้นที่กรุงปารีส

ในปี 1905 เมื่อชไวเซอร์อยู่ใน วัย 30 ปี เขามีความตั้งใจที่จะไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาในต่างแดน ซึ่งมีองค์กรที่ชื่อ The Society of the Evangelist Missions of Paris ให้การสนับสนุนผู้ที่มีความประสงค์ดังกล่าว แต่มีข้อแม้ที่สำคัญก็คือ รับเฉพาะผู้ที่มีอาชีพแพทย์เท่านั้น นั่นทำให้ชไวเซอร์ต้องผิดหวัง แต่เขาก็หาได้หมดความมุ่งมั่นไม่ เพราะเขาตัดสินใจเข้าเรียนแพทย์ต่อโดยทันที การที่ต้องใช้เวลาเรียนถึง 7 ปี ขาดโอกาสหารายได้ ประกอบกับอายุที่มากแล้ว หนำซ้ำยังต้องใช้เงินเป็นค่าเล่าเรียนอีกมากทำให้เหล่าญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างก็คัดค้าน แต่นั่นก็มิได้ทำให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจที่จะไปเผยแพร่คริสต์ศาสนาและช่วยเหลือคนไข้ที่ยากไร้ในแอฟริกา

ในที่สุด ปี ค.ศ. 1911 ชไวเซอร์ก็เรียนจบเป็นคุณหมอสมความมุ่งมั่น แล้วก็ยังได้นางพยาบาลแสนน่ารักชื่อ Helene Bresslau เป็นคู่รักคู่ครอง สมหวังทั้งการงานและความรัก จากนั้นทั้งคู่ก็ทำตามสิ่งที่ปรารถนา คือไปทำงานเป็นแพทย์มิชชันนารีช่วยเหลือคนยากไร้ที่เมือง Lambaréné ในแอฟริกา

แพทย์-พยาบาลทั้งสองต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพราะที่แห่งนั้นมีผู้คนป่วยไข้อย่างคณานับ นอกจากนั้นยังขาดแคลนทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ยา และอุปกรณ์การรักษา ในขณะที่ชาวบ้านต่างมาหาหมอด้วยความยกลำบาก หลายต่อหลายรายต้องเดินเท้ามานับร้อยกิโลเมตร ทั้งที่มีอาการด้วยด้วยโรคสารพัด ทั้ง ไส้เลื่อน บาดทะยัก เนื้องอก โรคเรื้อน บิด มาลาเรีย ฯลฯ

ด้วยคุณภาพการรักษาและด้วยจิตเมตตาของหมอและพยาบาล ทำให้ชื่อเสียงขจรไปไกล ผู้ป่วยจึงยิ่งแห่กันมาใช้บริการมากขึ้นทุกขณะ จนจวนจะรองรับไม่ไหว กระทั่งองค์กร มูลนิธิต่างๆทั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศส ต่างร่วมด้วยช่วยกันบริจาคเพื่อการขยายโรงพยาบาลแห่งนี้ให้กว้างขวางมากยิ่งขี้น รวมทั้งการเพิ่มบุคลากร อุปกรณ์ให้พร้อมและเพียงพอยิ่งกว่าเดิม

ชไวเซอร์ และ ภรรยา มิได้เพียงก้มหน้าก้มตารักษาโรคเท่านั้น เขายังได้สร้างสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลให้ถูกสุขลักษณะอนามัยอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ห้องผ่าตัด ห้องจ่ายยา ห้องรักษาพยาบาล และห้องพักสำหรับคนไข้ แม้แต่บริเวณโดยรอบโรงพยาบาลก็ยังสร้างที่พักฟื้นที่สะอาดถูกอนามัยสำหรับทั้งผู้ป่วย รวมทั้งผู้ดูแลและเด็กๆได้พักผ่อนและออกกำลังกายอีกด้วย นานวันเข้าก็ก่อให้เกิดทั้งความรักความผูกพันทั้งตัวเขา ภรรยาและประชาชนในพื้นที่ ซึ่ง อัลเบิร์ต ชไวเซอร์ ได้เปิดใจในเวลาต่อมาว่า เขารู้สึกมีความสุขอย่างมากที่ทำเพื่อผู้ยากไร้ชาวแอฟริกา เพราะประหนึ่งเป็นการช่วยเจือจางความผิดบาปที่ชาวผิวขาวได้เคยกระทำความเลวร้ายแก่ชาวผิวสีในอดีต แม้ว่าเขาเองไม่ได้มีส่วนบาปนั้นเลยก็ตาม    

ปี 1914 โลกเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 แอฟริกาถือว่าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ทั้งชไวเซอร์และภรรยาจึงโดนถูกทหารฝรั่งเศสกักบริเวณไปด้วย แต่เขาทั้งสองก็ยังคงทำหน้าที่แพทย์และพยาบาลอย่างแข็งขัน หนำซ้ำยังเขียน "The Philosophy of Civilization" อันเป็น หนังสือสะท้อนความรวดร้าวที่ได้เห็นเพื่อนร่วมโลกต้องมาเข่นฆ่ากันเอง

4 ปีต่อมา ทั้งเขาและภรรยาสุดที่รักต้องถูกส่งกลับไปรักษาตัวที่ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากล้มป่วยด้วยโรคเลือดจาง หลังจากผ่านทั้งการรักษาทั้งการโดนกักตัวในโรงพยาบาล กระทั่งสงครามยุติลงใน ปี 1918  เมื่อสงครามสงบชไวเซอร์เริ่มเล่นดนตรีเพื่อหาทุนในการสร้างและซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาล Lambaréné ในแอฟริกา รวมทั้งหาซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม รวมทั้งการไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย Oxford และเขียนหนังสือเพิ่มอีก 2 เล่ม ชื่อ "Decay and Restoration of Civilization" กับ "Civilization and Ethics"

จากนั้น ในปี ค.ศ.1924 ชไวเซอร์เดินทางกลับแอฟริกาอีก แต่ครั้งนี้เขาไปโดยไม่มีภรรยาคู่ใจร่วมด้วย เนื่องจากเธอต้องรักษาตัวที่บ้านเกิดเพราะป่วยเป็นวัณโรค โดยมีลูกสาวคอยดูแล

ปี 1933 เมื่อ Hitler และพรรคนาซี เรืองอำนาจ ไม่นานเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ชไวเซอร์ต้องไม่ได้พบกับครอบครัวเป็นเวลาหลายปี เพราะเขาไม่สามารถเดินทางไปยุโรปได้อีก กับทั้งภรรยาและครอบครัวต้องหนีไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ กระทั่งสงครามโลกยุติ ระหว่างสงครามครั้งนี้ ชไวเซอร์ครุ่นคิดถึงความหายนะของมนุษยชาติ จึงเกิดเป็นแรงดลใจให้เขียนหนังสือ ชื่อ "Reverence for Life" ซึ่งได้กลายเป็นแนวความคิดด้านสันติภาพให้แก่นักปฏิรูปทางสังคมในรุ่นต่อๆมา

ปี 1952 อัลเบิร์ต ชไวเซอร์ก็ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และเงินจากรางวัลโนเบลเขานำไปสร้างอาคารรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อน อีก 5 ปีต่อมา ภรรยาคู่ทุกข์คูยาก Helene Bresslau เสียชีวิตลง จากนั้น Rhena บุตรสาวของเขาได้จากบ้านเกิดมาช่วยงานพ่อที่แอฟริกา

กระทั่ง วันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1965 Albert Schweitzer ได้ถึงแก่กรรม ในวัย 90 เขาจากโลกไป ทิ้งไว้แต่คุณความดี ความเสียสละมาตลอดชีวิต ซึ่งคงอยู่ตราบนิรันดร์

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1875
เกิดที่เมือง Keyserberg ประเทศเยอรมนี

ค.ศ. 1898
เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อศึกษาวิทยานิพนธ์ “The Religious Philosophy of Kant”    

ค.ศ. 1905
ตัดสินใจเรียนแพทย์

ค.ศ. 1911
เรียนจบแพทย์

ค.ศ. 1912
แต่งงานกับ Helene Bresslau เดินทางไปช่วยเหลือคนยากไร้ที่ Lambaréné ในแอฟริกา

ค.ศ. 1914
ถูกทหารฝรั่งเศสกักบริเวณในแอฟริกา เริ่มเขียน "The Philosophy of Civilization" - ก่อตั้งสถาบันวิจัยด้านวิปัสสนาที่ ธรรมคีรี เมืองอิกัตปุรี

ค.ศ. 1918
ถูกส่งกลับไปรักษาตัวที่ฝรั่งเศส เนื่องจากล้มป่วยด้วยโรคเลือดจาง

ค.ศ. 1924
เดินทางกลับแอฟริกาอีกครั้ง

ค.ศ. 1940
ตีพิมพ์ Reverence for Life

ค.ศ. 1952
ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ค.ศ. 1965
ถึงแก่กรรม ณ โรงพยาบาลของเขาเอง ในเมือง Lambaréné ประเทศ Gabon

วาทะ

"ความสำเร็จไม่ใช่กุญแจสู่ความสุข ความสุขต่างหากคือกุญแจสู่ความสำเร็จ"

"ถ้าคุณรักในสิ่งที่คุณกำลังทำ คุณจะประสบความสำเร็จ"

"มนุษย์เราจะไม่มีทางค้นพบความสุขสงบได้ จนกว่าเขาจะรู้จักให้ความสุขต่อสิ่งมีชีวิตรอบๆตัว"

ดูเพิ่มเติม

Dr. Albert Schweitzer - Full Documentary

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

แบ่งปัน