อักษรธรรม

สุซุกิ ไดเซตสึ เทอิทาโร

แนวคิด / คำสอน

"การตื่นรู้ก็เหมือนชีวิตปกติทั่วไป แต่สูงกว่าพื้นสองนิ้ว"

สุซุกิ ไดเซตสึ เทอิทาโร หรือ D.T. Suzuki มีความเชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนามหายานเป็นพิเศษ งานเขียนส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวกับหลักธรรมอันลึกซึ้งของฝ่ายมหายาน และยังแปลคำสอนสำคัญของนิกายนี้จำนวนหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ช่วยวางรากฐานความสนใจของชาวตะวันตกต่อพุทธศาสนามหายานเป็นอันมาก โดยเฉพาะสำนักเซน เขาไม่เพียงแปลงานสำคัญของนิกายนี้ออกมา แต่ยังอธิบายหลักการอันซับซ้อนและล้ำลึกให้ชาวตะวันตกได้เข้าใจ

นอกจากนิกายเซนแล้ว สุซุกิยังสนใจนิกายเคะงง หรือนิกายอวตังสกะเป็นพิเศษ เพราะเขาเห็นว่าหลักธรรมของนิกายเคะงง คือการอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตและประสบการณ์การภาวนาของนิกายเซนนั่นเอง กล่าวคือ 

เซน คือ วิถีแห่งการปฏิบัติ ค้นหาปรมัตถ์ด้วยการภาวนา ส่งต่อจากจิตสู่จิต ปราศจากถ้อยคำอธิบาย ปราศจากการยึดติดในตัวหนังสือ คำสอนของนิกายเซนส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการบันทึกการถามตอบสั้นๆ ของครูบาอาจารย์ ไม่ได้อธิบายหลักธรรมที่ล้ำลึกเลย ดังนั้นผู้ปฏิบัติเซนจึงมักประสบปัญหาในการทำความเข้าใจ และหากปราศจากครูบาอาจารย์ชี้จิตถึงจิตแล้ว การบรรลุธรรมโดยปราศจากผู้ชี้ทางหรือผู้รับรอง แทบเป็นไปไม่ได้

แต่สุซุกิพยายามอธิบายหลักการจาก จิตสู่จิต และ การตื่นรู้ (ซาโตริ) ด้วยภาษาสามัญ (แม้ว่าจะเจือด้วยภาษาของปรัชญาตะวันตกก็ตาม) เรื่องนี้นับเป็นคุณูปการอย่างหนึ่งของเขา ในการช่วยให้เราเข้าถึงความลี้ลับของเซนได้ง่ายขึ้น แต่นักปฏิบัติย่อมไม่เห็นด้วยกับการใช้คำพูดอธิบายหลักธรรมที่ควรรู้ได้จากการปฏิบัติส่วนตน

อย่างไรก็ดี สุซุกิ ชี้ว่าหากต้องการจะเข้าใจเซน ก็ควรจะศึกษาหลักธรรมของนิกายเคะงง ซึ่งมีคำสอนมากมายมหาศาล เต็มไปด้วยโวหารพรรณนาสุดบรรบายและพิสดารพันลึก โวหารธรรมเหล่านี้ก็คือการอธิบายการปฏิบัติเซนเป็นคำพูดนั่นเอง เพียงแต่นิกายเคะงงเน้นการศึกษาหลักธรรม มิได้เน้นการปฏิบัติภาวนา

ในช่วงบั้นปลายชีวิต สุซุกิ ยังสนใจนิกายโจโด ชินชู หรือ นิกายสุขาวดี ซึ่งเป็นนิกายที่มารดาของเขานับถือ นิกายนี้เน้นสอนให้ภาวนาพระนามของพระอมิตาภพุทธเจ้าเพื่อไปเกิดใหม่ในสุขาวดี และปฏิบัติธรรมในดินแดนสุขาวดีต่อไป เพราะโลกของเรามาถึงยุคปลายพุทธธรรม ศาสนาเสื่อมถอยยากที่จะปฏิบัติเองเพื่อบรรลุธรรมได้ จึงควรท่องพระนามเพื่อไปเกิดในสุขาวดี อาศัยพุทธบารมีเพื่อบรรลุธรรม หรือซาโตริ ที่นั่น

ในเอเชียตะวันออกมีนักปราชญ์หลายท่านหันมาสนใจนิกายสุขาวดีในช่วงบั้นปลาย เช่นเดียวกับสุซุกิ แต่ถึงที่สุดแล้ว สุซุกิ เห็นว่า นิกายโจโดเน้นศรัทธามากกว่าปัญญา ไม่เหมาะกับชาวตะวันตกที่เบื่อหน่ายศาสนาแห่งศรัทธาและแสวงหาคำสอนที่อิงกับปัญญาและเหตุผล เขาจึงเน้นประกาศหลักธรรมของนิกายเซน และฝ่ายมหายานที่เน้นเหตุผลสากลเป็นหลัก
 

ประสบการณ์ตื่นรู้

สุซุกิ ไดเซตสึ เทอิทาโร ไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านปริยัติ แต่ยังเคยผ่านการปฏิบัติอย่างเข้มข้นมาแล้วในสายเซน ณ วัดเอนงะคุจิ แห่งเมืองคะมะคุระ อันเป็นขุนเขาสำคัญแห่งการปฏิบัติธรรม โดยมีอาจารย์ 2 ท่านคอยชี้แนะ คืออาจารย์โคเซน โรชิ และอาจารย์โซเอน ฌะคุ แนวทางการปฏิบัติเซนของสุซุกิก็เช่นเดียวกับพระเซนรูปอื่นๆ ต้องผ่านการเคี่ยวกรำทางจิตและกาย ผ่านการนั่งวิปัสสนาภาวนา หรือซาเซน ผ่านการศึกษาฝ่ายปริยัติ ผ่านการทำงานหนัก การปฏิบัติศาสนกิจ เป็นวิถีแห่งเซนที่พระเซนทุกรูปต้องพานพบ และสุดท้ายจะตระหนักว่า การทำงานหนักเพื่อเลี่ยงตนเองในอาราม การทำสมาธิภาวนาด้วยการนั่งเฉยๆ และการร่ำเรียนปกรณ์ต่างๆ ล้วนแต่เป็นเนื้อเดียวกัน การปฏิบัติธรรมไม่ต่างกับการทำงาน การศึกษาพระธรรมคือการทำงานหนัก และการนั่งเฉยๆ เพื่อภาวนา หรือซาเซน คือการศึกษาและทำงานหนักในเวลาเดียว

ขณะที่พระเซนส่วนใหญ่บรรลุการเคี่ยวกรำแล้วจะมุ่งปฏิบัติเพื่อค้นหาที่สุดแห่งหลักธรรมที่ไม่อาจเอ่ยด้วยวาจาต่อไป สุซุกิ เลือกที่จะปลีกตัวออกมาเพื่อปฏิบัติธรรมในฐานะผู้ประกาศเซนด้วยตัวอักษรและถ้อยวาจา

ชีวประวัติ

สุซุกิ ไดเซตสึ เทอิทาโร หรือ D.T. Suzuki เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1870 ที่เมืองคะนะซะวะ จังหวัดอิฌิคะวะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นบุตรชายของนายแพทย์ สิซุกิ เรียวจุน จากตระกูลซามูไร แต่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเขายังเยาว์ ต้องเติบโตมาด้วยความยากลำบากและยากจน จนสนใจค้นหาความหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เขาค้นคว้าศาสนา และปรัชญาต่างๆ จนกระทั่งเมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว (ขณะนั้นคือมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล) ก็เริ่มศึกษาวัฒนธรรมและปรัชญาจีน รวมถึงวัฒนธรรมสันสกฤตและพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เริ่มปฏิบัติธรรมตามขนบนิกายที่วัดเอนงะคุจิ ที่เมืองคะมะคุระ อันเป็นศูนย์กลางนิกายเซนที่สำคัญของญี่ปุ่น และได้รับฉายาทางธรรมว่า "ไดเซตสึ" เจ้าทึ่มตัวโต ซึ่งเป็นฉายาที่สะท้อนถึงการถ่อมตน ของอนาคตปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ต่อมาเขาเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐ โดยเป็นศิษย์ของพอล คารัส นักเขียนและนักศาสนศาสตร์ชื่อดัง ที่สหรัฐ สุซุกิ เริ่มแปลวรรณกรรมปรัชญาตะวันออกจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก นั่นคือ เต๋าเต๋อจิง และงานเขียนจากทัศนะของเขาเองคือ Outlines of Mahayana Buddhism หรือ เค้าโครงหลักพุทธศาสนามหายาน

สุซุกิ ถือเป็นชาวเอเชียคนแรกๆ ที่เผยแพร่หลักคิดของปรัชญาตะวันออกและพุทธศาสนามหายานไปยังดินตะวันตก ไม่เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น แต่รวมถึงยุโรป และในญี่ปุ่น เขาเป็นผู้บรรยายและนักวิชาการคนสำคัญของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐ และมหาวิทยาลัยโอตานิ ในญี่ปุ่น รวมถึงสถาบันการศึกษาในยุโรปหลายแห่ง

ในช่วงสงคราม สุซุกิสนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยมของญี่ปุ่น แสดงทัศนะสนับสนุนฮิตเลอร์ และมักใช้พุทธธรรมสนับสนุนกระแสชาตินิยม ทำให้เขาถูกตำหนิมากในเรื่องนี้ หลังสงคราม เขายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่ศาสนาและปรัชญาตะวันออก

สุซุกิเสียชีวิตที่เมืองคะมะคุระ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1966  รวมอายุได้ 96 ปี 

 

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1870
เกิดที่เมืองคะนะซะวะ จังหวัดอิฌิคะวะ ประเทศญี่ปุ่น

ค.ศ. 1892
เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คณะปรัชญา

ค.ศ. 1894
รับการฝึกแบบเซน และได้รับฉายาทางธรรมว่า ไดเซตสึ

ค.ศ. 1897
เดินทางไปทำงานและศึกษาที่สหรัฐ

ค.ศ. 1907
เขียนเรื่อง Outlines of Mahayana Buddhism

ค.ศ. 1909
กลับมาเป็นผู้บรรยายที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล

ค.ศ. 1911
สมรสกับ เบียทริซ เออร์สไคน์ เลน

ค.ศ. 1921
เป็นผู้บรรยายให้กับมหาวิทยาลัยโอตานิ จนถึงอายุ 89 ปี

ค.ศ. 1927
เขียนเรื่อง Essays in Zen Buddhism

ค.ศ. 1932
แปลลังกาวตารสูตรเป็นภาษาอังกฤษ

ค.ศ. 1934
เขียนเรื่อง Manual of Zen Buddhism และแปลคันทวยูหสูตร

ค.ศ. 1936
บรรยายที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยฮาวาย

ค.ศ. 1950
บรรยายที่มหาวิทยาลัยพรินซ์สตัน และพักที่นิวยอร์ก

ค.ศ. 1952
เริ่มบรรยายที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ค.ศ. 1954
เดินสายบรรยายที่ยุโรป

ค.ศ. 1956
เขียนเรื่อง Zen and Japanese Culture

ค.ศ. 1958
เดินทางกลับมายังญี่ปุ่น

ค.ศ. 1966
เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเซนลุก อินเตอร์เนชั่นแนล เมืองคะมะคุระ ในวันที่ 12 กรกฎาคม  

วาทะ

ความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวก็เปรียบเสมือนศิลปะที่ไม่มีความเป็นศิลปะ

พระเจ้าสู้กับมนุษย์ มนุษย์สู้กับพระเจ้า
ธรรมชาติสู้กับมนุษย์ มนุษย์สู้กับธรรมชาติ
ธรรมชาติสู้กับพระเจ้า พระเจ้าสู้กับธรรมชาติ
ศาสนานี่ช่างตลกเสียจริง!

ความว่างไม่ได้หมายถึงความไม่มีอะไร
ความว่างหมายถึงความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดที่จะมีอะไรสักอย่างอยู่ในนั้น

อ่านเพิ่มเติม

  • Introduction to Zen Buddhism. D. T. Suzuki
  • Zen and Japanese culture. D. T. Suzuki
  • Manual of Zen Buddhism. D. T. Suzuki
  • Essays in Zen Buddhism. D. T. Suzuki
  • Outlines of Mahayana Buddhism. D. T. Suzuki

แหล่งอ้างอิง

เรียบเรียงโดย

กรกิจ ดิษฐาน

แบ่งปัน