ทุกคนคือความจริงนั้น

นิสากาดาทา มหาราช

คำสอน

“ท่านจะได้รับทุกสิ่งที่ท่านปรารถนา เมื่อท่านหยุดตามหาสิ่งที่ไม่จำเป็น”

รูปแบบการสอนของนิสากาดาทา มหาราช มักเป็นการปุจฉา วิสัชนา กล่าวคือ มหาราชจะคอยตอบคำถามความสงสัยของศิษยานุศิษย์ และสอนการภาวนาในชีวิตประจำวัน การร้องเพลงสวด การทำสมาธิ และเทศนาคำสอน

นิสากาดาทา มหาราช เชื่อว่าการเกิดและตายล้วนสัมพันธ์กันแบบ อทวิภาวะ (Nondualism) หรือสรรพสิ่งล้วนเป็นสภาวะที่ไม่สามารถแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดได้ มหาราชเชื่อในจิตสำนึกแห่งจักรวาล เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาอย่างแยกขาดออกจากกัน ทว่าเราทุกคนล้วนเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์

คล้ายดั่งคำสอนของพระไพศาล วิสาโล ที่เชื่อว่า เมื่อมีความขัดแย้งและการเผชิญหน้า เป็นการง่ายที่เราจะมองอีกฝ่ายว่าเป็นคนชั่วร้าย ซึ่งมีนัยยะตามมาว่าฉันเป็นฝ่ายดีมีธรรม การมองเช่นนี้ทำให้ง่ายที่เราจะใช้วิธีการใด ๆ กับอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แม้กระทั่งวิธีรุนแรง ทั้งนี้เพื่อปกป้อง “ความถูกต้องดีงาม”

หากแต่การมองแบบอทวิภาวะจะช่วยให้เราตระหนักว่าไม่มีฝ่ายใดที่เลวไปหมด และอีกฝ่ายถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ การกระทำของฝ่ายหนึ่งนั้นย่อมเป็นผลสืบเนื่องหรือสัมพันธ์กับการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอไม่มากก็น้อย ผู้ปกครองกระทำตัวเป็นเผด็จการได้ส่วนหนึ่งก็เพราะความเฉยเมยหรือการยินยอมของราษฎร คานธีเคยตั้งข้อสังเกตว่า คนอังกฤษจำนวน 30,000 คนสามารถปกครองคนอินเดียจำนวน 300 ล้านคนได้อย่างไร หากคนอินเดียไม่ยินยอมให้เขามาปกครอง

ความชั่วร้ายของคนจำนวนมากบ่อยครั้งก็เป็นผลจากโครงสร้างหรือระบบต่าง ๆ ในสังคมที่อยุติธรรมหรือบ่มเพาะปลูกฝังพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง โดยที่โครงสร้างหรือระบบดังกล่าวนี้เราเองก็มีส่วนสนับสนุนด้วย ดังนั้นเราจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมอันชั่วร้ายของคนเหล่านั้นได้

อทวิภาวะไม่เพียงแต่จะเตือนให้ตระหนักว่าเราเองก็มีส่วนร่วมในความชั่วร้ายของคู่กรณีเท่านั้น หากยังตอกย้ำด้วยว่าเราไม่สามารถแบ่งโลกออกเป็นขาวและดำ โดยเราอยู่ในฝ่ายขาว และอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายดำ ทั้งนี้ก็เพราะ แม้เราจะเป็นคนดีเพียงใด แต่ใช่หรือไม่ว่าลึกลงไปในจิตใจของเราย่อมมีความเลวร้ายแฝงฝังอยู่ด้วย อาทิ ความโกรธเกลียด พยาบาท หรือเห็นแก่ตัว ในอีกด้านหนึ่ง ลึกลงไปในจิตใจของคนชั่วร้าย ก็ย่อมมีความดีอยู่ไม่มากก็น้อย ความข้อนี้โซลเชนิตซิน นักเขียนรางวัลโนเบลชาวรัสเซียพูดไว้อย่างน่าฟังว่า

“ถ้าเพียงแต่ว่าคนชั่วร้ายอยู่ที่ไหนสักแห่งและคอยทำแต่สิ่งชั่วร้าย เราก็แค่แยกคนพวกนั้นออกจากพวกเราแล้วก็ทำลายเขาเสีย เท่านั้นก็จบกัน แต่เส้นแบ่งความดีและความชั่วนั้นผ่าลงไปในใจของมนุษย์ทุกคน ใครเล่าที่อยากจะทำลายส่วนเสี้ยวในใจของตน?”

 (พระไพศาล วิสาโล)

นอกจากนี้ นิสากาดาทา มหาราช ยังเชื่อในพลังแห่งชีวิต หรือ ปราณ ที่คอยเป็นแรงผลักดันจิตวิญญาณและกายภาพให้ดำรงอยู่และเดินตามความเชื่อ ด้วยความเข้าใจอันปราศจากกาลเวลาและสถานที่

นิสากาดาทา มหาราช เกิดในสลัมบอมเบย์ จากปูมหลังที่ยากจนข้นแค้น ทำให้วิธีการสอนซึ่งเขามักใช้ประสบการณ์มาเชื่อมโยงกับหลักคำสอน ด้วยวิธีการนี้เองทำให้เขาสามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้ ไม่ว่าจะมีคนที่อยู่ในวรรณะสูง จนถึงวรรณะล่าง ทั้งตัวเขาและหนังสือของเขา ไม่ได้ติดอยู่ภายในหลักการหรือศาสนา ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง ไม่ได้ยึดติดแม้แต่กับวัฒนธรรม หรือความคิด หากแต่เปิดกว้างกับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ดังคำกล่าวชื่นชมที่ ดร.โรเบิร์ต พาวเวิล กล่าวไว้ว่า

“วิถีแห่งนิสากาดาทา มหาราช เปรียบเสมือนอาจารย์เซนผู้เคร่งครัด ทว่าชวนให้ตื่นตา ตื่นใจ ทันใดที่ได้ฟัง ทั้งกว้างขวางและลึกซึ้ง ตัดทอนซึ่งสิ่งไม่จำเป็น เข้าสู่แก่นสารด้วยเวลาอันรวดเร็ว กระชับด้วยคำพูดที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในระยะยาวเท่าที่จิตสำนึกจะไปถึง แม้เพียงอ่านหรือได้ยิน”

หนังสือที่เรียบเรียงจากคำสอนของ มหาราช เรื่อง I Am That ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา เป็นหนังสือที่ตั้งคำถามกับความเป็นอัตตาตัวตน ผ่านเรื่องราว คำบอกเล่า ประสบการณ์ต่าง ๆ ของเขาเอง ทั้งยังมีลีลาที่สนุก ชวนให้ติดตาม เช่น ข้อความบางช่วงตอนดังต่อไปนี้

“เมื่อท่านอยู่นอกเหนือร่างกายของท่าน ท่านจะอยู่เหนือความเป็นและความตายัญหาทั้งปวงจะถูกแก้ไข แต่มันจะยังไม่เกิดขึ้น หากท่านเชื่อว่า ท่านเกิดมาเพื่อตายในสักวันหนึ่ง ท่านต้องเป็นอิสระ อิสระจากตัวท่านเอง”

- นิสากาดาทา มหาราช.I Am That: Talks with Sri Nisargadatta Maharaj 

ชีวประวัติ

นิสากาดาทา มหาราช หรือ Nisargadatta Maharaj เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ปี ค.ศ. 1987 ในวันพระจันทร์เต็มดวง ในเมืองบอมเบย์ เมื่อยังเด็กมหาราชได้ชื่อว่า ‘มารุตติ’ บิดาของมหาราชทำงานเป็นคนทำความสะอาดในบ้านในมุมไบ และเปลี่ยนมาทำอาชีพการเกษตรหลังจากมหาราชเกิด ในเมือง Kandalgaon เมืองติดชายฝั่งทะเล ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย

มหาราชย้ายตามบิดาไปอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในรัฐมหาราษฎระ ที่ซึ่งเขาเติบโตร่วมกับพี่น้องอีก 6 คน และครอบครัวที่ฝักใฝ่ในศาสนา

ในปี 1915 มหาราชย้ายไปบอมเบย์ เพื่อทำงานและส่งเงินไปช่วยเหลือคนทางบ้าน ตามพี่ชายของเขา มหาราชเริ่มจากการทำงานเป็นเสมียนฝึกหัดในออฟฟิศ แต่ทำได้ไม่นาน เขาก็เก็บหอมรอมริบมาเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ  จนกระทั่งปี 1924 เขาแต่งงานกับ Sumatibai และมีลูกสาว 3 คน พร้อมด้วยลูกชาย 1 คน

9 ปีต่อมา ในปี 1933 มหาราชพบกับท่านคุรุ Siddharameshwar และเริ่มสนใจ พร้อมทั้งศึกษาเรียนรู้หนทางแห่งจิตวิญญาณ มหาราชพบว่าตนเองสามารถเรียนรู้ในเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว เขาเริ่มตั้งคำถามกับ ความเป็นอัตตาตัวตน ท่ามกลางความสงสัยที่จะไขคำตอบข้องใจ เขาฝึกปฏิบัติอย่างแข็งขัน จนกระทั่ง ท่านคุรุ Siddharameshwar ถึงแก่มรณกรรมในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1936 อีก 1 ปีให้หลัง มหาราชเดินทางออกจากมุมไบเพื่อหาคำตอบไขข้อสงสัยดังกล่าวทั่วประเทศอินเดีย หลังจากนั้น 8 เดือน เขากลับไปหาครอบครัวที่มุมไบในปี 1938 พร้อมความเปลี่ยนแปลงภายในที่ยิ่งใหญ่ ปี 1966 มหาราชตัดสินใจเลิกกิจการร้านขายของชำ เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการศึกษางานด้านจิตวิญญาณ

จนกระทั่งในปี 1973 เขาตีพิมพ์ผลงานเขียน I Am That หนังสือซึ่งว่าด้วย Shiva Advaita หรือ อทวิภาวะ (Nondualism) ซึ่งเชื่อว่า โลกนี้ล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ไม่อาจแยกจากกันได้ ต่างพึ่งพิงอาศัยกัน ความดีนั้นเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความชั่ว ความดีนั้นเรารับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีความชั่วเป็นตัวเทียบเคียง เงามืดเกิดขึ้นเมื่อมีแสงสว่าง เราไม่สามารถเลือกสิ่งหนึ่งโดยปฏิเสธอีกสิ่งหนึ่งได้อย่างสิ้นเชิง เพราะทั้งสองสิ่งเปรียบเหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน ปรารถนาความสุขก็ย่อมต้องครุ่นคิดกังวลถึงความทุกข์ และเมื่อประสบความสำเร็จก็ต้องเตรียมใจพบกับความล้มเหลว เขาเป็นที่รู้จักในฐานะคุรุทางจิตวิญญาณแห่งฮินดู

I Am That ได้รับคำชมเชยจากบรรดาคุรุและนักเขียนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Eckhart Tolle, Wayne Dyer, Deepak Chopra รวมทั้ง Adyashanti ผลงานเขียนดังกล่าวสร้างให้เขาเป็นที่จดจำไปทั่วโลก และมีผู้ศรัทธาติดตามจำนวนมากโดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือและยุโรป

จนกระทั่งมหาราชได้จากโลกนี้ไปในวันที่ 8 กันยายน ปี 1981 ด้วยวัย 84 ปี

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1987
เกิดในเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1915
เริ่มต้นชีวิตทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

ค.ศ. 1924
แต่งงาน มีลูกสาว 3 คน พร้อมด้วยลูกชาย 1 คน

ค.ศ. 1933
พบกับท่านคุรุ Siddharameshwar เป็นจุดเปลี่ยนชีวิต

ค.ศ. 1937
ออกเดินทางทั่วอินเดียเพื่อแสวงหาคำตอบภายในจิตวิญญาณ

ค.ศ. 1966
ยุติกิจการร้านขายของชำ ทุ่มเทกับการศึกษางานด้านจิตวิญญาณ

ค.ศ. 1973
ตีพิมพ์ผลงานเขียนเรื่อง I Am That

ค.ศ. 1981
ถึงแก่กรรม ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

วาทะ

"เพียงนั่งและรับรู้ว่า เราเป็นใคร โดยปราศจากคำพูดหรือสิ่งอื่นใด
แค่เวลาสั้น ๆ เราก็ได้มาถึงธรรมชาติอันสมบูรณ์แท้ของเราแล้ว"

"ปัญญาสร้างหุบเหว จิตวิญญาณจะก้าวพ้นมัน"

"ความจริงคือประสบการณ์ในความเงียบงัน"

"โลกที่คุณคิด คือโลกในจิตวิญญาณของคุณ"

อ่านเพิ่มเติม

I AM THAT (Talk with Sri Nisargadatta Maharaj)

 

ดูเพิ่มเติม

Nisargadatta Maharaj - Awaken To The Eternal

 

I am only the Self - Nisargadatta Maharaj

เรียบเรียงโดย

คิมหันต์กุมาร

แบ่งปัน