รู้แจ้งในตัวตนที่แท้จริง

ศรีรามานะ มหาฤษี

คำสอน

“สิ่งที่ท่านตระหนักรู้ในตัวเอง คือ สิ่งยิ่งใหญ่สุด ที่ท่านจะทำให้โลก”

แก่นสารสำคัญที่รวบรวมเอาแนวคิดของท่านศรีรามานะ มหาฤษี ถูกเรียงเรียงอยู่ในหนังสือเล่มขนาดกะทัดรัด ชื่อ ‘Who am I?’ ซึ่งเป็นหนังสือสัมภาษณ์แนวคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต ความเชื่อ ความศรัทธาของท่านมหาฤษี คำถามถูกร้อยเรียงโดย สิวาปรากาสัม พิลัย (Sivaprakasam Pillai) ศิษยานุศิษย์ของท่านมหาฤษีอีกทีหนึ่ง

พลังแห่งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่ถ่ายทอดลงบนหน้ากระดาษให้ทุกคนที่มีศรัทธาสามารถปฏิบัติจนรู้แจ้งได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม ดังถ้อยคำที่ปรากฏในหนังสือความว่า “จงปล่อยเขาตามหาความรู้แจ้ง มันมาจากตรงไหน มันย่อมต้องแสดงตัวซึ่งความตื่นรู้ ณ ตรงนั้น แม้ว่าจะยังคลุมเครือด้วยอัตตา หากแต่สำนึกของการดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดร์ จะคงอยู่ตลอดไป”

มหาฤษีเชื่อมั่นในการปฏิบัติ และอยู่กับปัจจุบัน โดยสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ตื่นรู้อย่างเป็นสุขกับทุกขณะของการมีชีวิตอยู่ จงบริสุทธิ์จากความเศร้าโศก เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับแต่ละคน ก็คือตัวเขาเอง ตัวตนที่แท้จริงของเขา ความสุขคือธรรมชาติที่แท้จริงของเขา โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จึงเกิดมาพร้อมกับตัวตนซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแสวงหา เพียงแต่จะต้องทำความเข้าใจโดยอาศัยความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม เรี่ยวแรงที่ไม่ใช่พละกำลังภายนอก ทว่าเป็นความอดกลั้นเข้มแข็งภายใน 'Who am I?' จึงเป็นหนึ่งในคำสอนซึ่งสะท้อนถึงวิธีคิด และความเชื่อของมหาฤษีได้เป็นอย่างดี

การตื่นรู้ มีสติรู้เท่าทันตัวเอง ก็เปรียบเสมือนการปฏิบัติภาวนา การปฏิบัติกรรมฐาน หรือการระลึกรู้ลมหายใจ อันเป็นการทำสมาธิ เพื่อก่อให้เกิดความสงบจากภายใน แม้โลกภายนอกจะวุ่นวาย เมื่อจิตที่สั่นไหวใกล้เข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง ทุกอย่างที่ยุ่งเหยิงย่อมสงบลงโดยพลัน

จิตใจไม่ควรได้รับอนุญาตให้เดินไปในทางโลกวัตถุหรือพรหมแดนแห่งความกังวลของคนอื่น ๆ ซึ่งอาจรายล้อมรอบตัวเราอยู่ เมื่อพบปะคนอื่นที่ไม่ดีเราก็ไม่ควรแบกรับความโกรธ เกลียดชัง เพราะหากเราให้สิ่งใดกับใครแล้ว ผู้คนแรกก็คือตัวเราเอง ความคิดอันออกจากมโนกรรมของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโลกภายในของเราสงบ โลกภายนอกย่อมกระจ่างชัด

เมื่อนั้น เราจะพบว่าสิ่งที่มีเป็นจริงเพียงอย่างเดียวคือตัวตนเราเอง ตัวเราที่ไม่ได้หมายถึงแค่ ‘ฉัน’ แต่หมายถึงสรรพสิ่งทั้งปวง

ชีวประวัติ

ศรีรามานะ มหาฤษี หรือ Bhagavan Sri Ramana Maharshi หรือชื่อเดิม Venkataraman Iyer นักปราชญ์ชาวอินเดีย เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1879 ในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย

เมื่อยังเด็ก ครั้นอายุได้ 12 ปี บิดาของมหาฤษีถึงแก่มรณกรรมด้วยอาการป่วยไข้ นับเป็นครั้งแรกที่มหาฤษีรู้จักความตาย จนเกิดคำถามคาใจเรื่องความมีอยู่ของตัวตน ว่าตัวตนของคนเรานั้นคืออะไรกันแน่ คือสิ่งซึ่งกำลังกิน อยู่ หลับ นอน หรือตัวตนที่อยู่ในความคิดเรา หลังจากบิดาเสียชีวิต ครอบครัวก็เริ่มแตกแยก

ปี 1895 มหาฤษีช่วงวัยรุ่น เกิดคามสนใจที่จะเดินทางไปยังเทือกเขาศักดิ์สิทธิแห่ง Arunachala เพื่อเรียนรู้ศาสนาฮินดูตามคำสอนของกวีนักบุญแห่ง Nayanars ทั้ง 63 ตามที่ได้ยินคำเล่าขานกันมา ปีต่อมา เมื่อมหาฤษีอายุได้ 16 ปี เขามีประสบการณ์เผชิญความตายครั้งแรก จากเหตุการณ์นั้นเขาจึงเริ่มตระหนักถึงสภาวะการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่วิตกกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เขาเริ่มที่จะบังคับควบคุมอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มตั้งคำถามกับความเป็นตัวตน และการมีอยู่ของ ‘ฉัน’ หกสัปดาห์ต่อมาเขาออกเดินทางไปภูเขา Arunachala และปลงชีวิตเป็นสันยาสี หรือผู้ใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความสงบ

ในไม่ช้าเขาก็เป็นที่ศรัทธาของเหล่าสาวกที่พบเจอ ต่างพากันเรียกมหาฤษีว่า "สายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า" หลายปีถัดมามีบรรดาอาศรมก่อตั้งขึ้นมารอบ ๆ บริเวณที่มหาฤษีบำเพ็ญเพียร ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา คำสอนของเขาได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นพุทธะ

มหาฤษีไม่ได้จำกัดทางเลือกในการเข้าถึงการตื่นรู้ไว้แต่ทางใดทางหนึ่ง แต่เปิดกว้างกับความหลากหลายในเส้นทางแห่งการปฏิบัติ โดยมุ่งไปสู่การขจัดความไม่รู้และความยึดมั่นอยู่ในความตระหนักในตนเอง

จนกระทั่งในปี 1931 ชีวประวัติของท่านมหาฤษี ในหนังสือ Self Realisation: The Life and Teachings of Ramana Maharshi เขียนโดย B. V. Narasimha ได้รับการตีพิมพ์ ทำให้เรื่องราวของมหาฤษีเป็นที่สนใจของผู้คนในโลกตะวันตกเป็นอย่างมาก

จนในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1948 ทีมแพทย์ตรวจพบก้อนมะเร็งขนาดเล็กบริเวณท้องแขนทางท่านมหาฤษี ก่อนจะถูกกำจัดออกโดยหมอประจำอาศรม และในไม่ช้าเนื้องอกกลับมาอีกครั้ง มหาฤษีจึงต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่ เหล่าสาวกต่างพากันพยายามยื้อชีวิตของท่านมหาฤษีไว้ แต่ท่านกล่าวตอบว่า “เหตุใดพวกท่านจึงยึดติดกับร่างกายเราถึงเพียงนี้ จงปล่อยมันไปตามธรรมชาติเถิด ฉันจะไปไหนได้ ฉันอยู่ที่นี่ ขณะนี้เสมอ”

มหาฤษีถึงแก่กรรมอย่างสงบท่ามกลางศิษยานุศิษย์ ในวันที่ 14 เมษายน ปี ค.ศ. 1950 เวลา 2 ทุ่ม 47 นาที เวลาเดียวกับการปรากฏขึ้นของแสงดาวตก

เส้นทางชีวิต

ค.ศ. 1879
เกิด ณ หมู่บ้าน Tiruchuzhi ในทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย

ค.ศ. 1882
บิดาเสียชีวิต

ค.ศ. 1895
เริ่มสนใจในวิถีแห่งธรรม

ค.ศ. 1896
เผชิญความตายเป็นครั้งแรก

ค.ศ. 1931
ชีวประวัติของท่านมหาฤษี ถูกบอกเล่าในหนังสือ Self Realisation        

ค.ศ. 1948
ทีมแพทย์ตรวจพบเนื้องอกบริเวณท้องแขน

ค.ศ. 1950
จากไปอย่างสงบ

วาทะ

"ความเงียบคือสิ่งซึ่งทรงพลังที่สุด เหนือคำพูดเสมอ"

"ความศรัทธาในศักยภาพตนเอง คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่ทุกคนพึงมี"

"ความปิติ เป็นของท่านโดยธรรมชาติ
มันไม่ผิดที่ทุกคนจะปรารถนา"

อ่านเพิ่มเติม

WHO AM I ? (The Techings of BHAGAVAN SRI RAMANA MAHARSHI)

ดูเพิ่มเติม

Bhagawan Ramana Maharshi rare video

 

Ramana Maharshi - Abide As The Self

 

เรียบเรียงโดย

คิมหันต์กุมาร

แบ่งปัน